เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026
- ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- บทบาทของเงินดิจิทัลบาท (CBDC) ในระบบเศรษฐกิจไทย
- เจาะลึก CBDC: สกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี
- เส้นทางการพัฒนา CBDC ของประเทศไทย
- เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026: ความจริงหรือแค่คาดการณ์?
- สถานะ CBDC ในเวทีโลก
- บทสรุปและแนวโน้มในอนาคตสำหรับผู้ประกอบการไทย
หัวข้อเรื่อง เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026 ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency) หรือ CBDC นี้ คือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่พัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการชำระเงินสำหรับภาคประชาชนและภาคธุรกิจควบคู่ไปกับเงินสดและการชำระเงินรูปแบบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบต่อร้านค้าขนาดเล็กและกลุ่มหาบเร่แผงลอยในปี 2569 จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของสถานะโครงการในปัจจุบัน ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนในวงจำกัด
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง

- สถานะเทียบเท่าเงินสด: เงินดิจิทัลบาท (Retail CBDC) มีมูลค่าคงที่ โดย 1 CBDC เท่ากับ 1 บาทเสมอ สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรเหมือนคริปโตเคอร์เรนซี
- โครงการยังอยู่ในขั้นทดสอบ: ณ เดือนมีนาคม 2569 โครงการพัฒนา Retail CBDC ของไทยยังอยู่ในช่วงทดลองนำร่องกับภาคเอกชนในวงจำกัด ยังไม่มีแผนการเปิดตัวใช้งานในวงกว้างอย่างเป็นทางการ
- เป้าหมายคือทางเลือก ไม่ใช่การแทนที่: ธปท. มุ่งพัฒนา CBDC เพื่อเป็น “ทางเลือก” ในการชำระเงิน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่เงินสดหรือระบบการชำระเงินดิจิทัลที่มีอยู่เดิมทั้งหมดในทันที
- ผลกระทบต่อร้านค้าข้างทางยังไม่ชัดเจน: แม้ CBDC จะมีศักยภาพในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ค้ารายย่อย แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าจะเกิดการ “พลิกโฉม” โครงสร้างการค้าของร้านค้าข้างทางอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2569 การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
บทบาทของเงินดิจิทัลบาท (CBDC) ในระบบเศรษฐกิจไทย
การพัฒนาเงินดิจิทัลบาท หรือ Retail CBDC ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เป้าหมายหลักของการพัฒนานี้ไม่ใช่การเข้ามาทำลายล้างระบบเดิม แต่เป็นการเสริมสร้างและเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงร้านค้าข้างทาง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศต่างเริ่มศึกษาและพัฒนา CBDC ของตนเอง เพื่อรักษาบทบาทในการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินและตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การมี CBDC จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง ซึ่งมีความมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด และอาจนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและบริการทางการเงินใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
เจาะลึก CBDC: สกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ใช่คริปโตเคอร์เรนซี
เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงคุณสมบัติพื้นฐานและความแตกต่างของเงินดิจิทัลบาทกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างคริปโตเคอร์เรนซี
นิยามและคุณสมบัติหลักของเงินบาทดิจิทัล
เงินดิจิทัลบาท (Retail CBDC) คือ เงินบาทที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ออกและรับรองโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มีคุณสมบัติเทียบเท่าธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทุกประการ กล่าวคือ:
- มีมูลค่าคงที่ (Stable Value): 1 CBDC จะมีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทเสมอ ไม่มีความผันผวนของราคาเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ
- เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender): สามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการได้ทั่วไปเช่นเดียวกับเงินสด
- ทำหน้าที่ของเงินอย่างสมบูรณ์: สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange), เป็นหน่วยวัดมูลค่าทางบัญชี (Unit of Account) และเป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of Value) ได้
- ความปลอดภัยสูง: เนื่องจากออกโดยธนาคารกลาง จึงมีความน่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำที่สุด
สิ่งสำคัญคือ CBDC ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการเก็งกำไร และจะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้กระทบต่อบทบาทของเงินฝากในระบบสถาบันการเงินพาณิชย์ และไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินของประเทศ
การเปรียบเทียบ CBDC กับ คริปโตเคอร์เรนซี
ความสับสนที่พบบ่อยคือการมองว่า CBDC เป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ethereum แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในหลายมิติ
| คุณสมบัติ | เงินดิจิทัลบาท (CBDC) | คริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin) |
|---|---|---|
| ผู้ออก | ธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งประเทศไทย) | ไม่มีผู้ออกกลาง (Decentralized) |
| เสถียรภาพด้านมูลค่า | มีเสถียรภาพสูง (1 CBDC = 1 บาท) | มีความผันผวนสูง ราคาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา |
| วัตถุประสงค์หลัก | ใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน | ส่วนใหญ่ใช้เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร |
| โครงสร้างระบบ | มีตัวกลาง (Centralized) ผ่านสถาบันการเงิน | ไม่มีตัวกลาง (Decentralized) บนเทคโนโลยีบล็อกเชน |
| การรับรองทางกฎหมาย | เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย | ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในไทย |
เส้นทางการพัฒนา CBDC ของประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มศึกษาและพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยมีลำดับการพัฒนาที่ชัดเจนและรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการนำมาใช้งานจะเกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด
จากโครงการอินทนนท์สู่การทดสอบในวงกว้าง
จุดเริ่มต้นของการพัฒนา CBDC ในประเทศไทยสามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 2561 กับ “โครงการอินทนนท์” ซึ่งเป็นการทดสอบการใช้ Wholesale CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลสำหรับทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการโอนเงินระหว่างธนาคาร โครงการนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีและนำไปสู่การต่อยอดสู่การพัฒนา Retail CBDC สำหรับภาคประชาชนและร้านค้าทั่วไป
ต่อมาในปี 2565 ธปท. ได้เริ่มขั้นตอนการทดสอบ Retail CBDC อย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ส่วนหลัก:
- Foundation Track: เป็นการทดสอบในระดับพื้นฐานภายในระบบปิด เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเทคโนโลยี โดยเริ่มทดสอบในวงจำกัดภายใน ธปท. ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2565
- Innovation Track: เป็นการเปิดให้ภาคเอกชนและนักพัฒนาเสนอนวัตกรรมหรือกรณีการใช้งาน (Use Case) ใหม่ ๆ บนระบบ CBDC เพื่อค้นหาแนวทางการต่อยอดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ
ในช่วงเดือนสิงหาคม 2565 ถึงกลางปี 2566 โครงการได้ขยายการทดสอบ Foundation Track ไปสู่กลุ่มผู้ใช้งานจริงในวงจำกัด (Pilot Test) จำนวนประมาณ 10,000 คน โดยร่วมมือกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 3 แห่ง เพื่อทดลองใช้งานในสถานการณ์จริง เช่น การจ่าย-โอน-เติมเงิน ในพื้นที่ที่กำหนด
สถานะล่าสุดในปี 2569
ณ เดือนมีนาคม 2569 สถานะล่าสุดของโครงการพัฒนาเงินดิจิทัลบาทคือการเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองนำร่องร่วมกับภาคเอกชน โดยยังคงเป็นการทดสอบในวงจำกัดและยังไม่มีการประกาศแผนการเปิดให้ใช้งานเป็นการทั่วไป
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้โครงการจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนา CBDC เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการศึกษาและประเมินผลกระทบในทุกมิติอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย เสถียรภาพของระบบการเงิน และการยอมรับของผู้ใช้งาน ดังนั้น การคาดการณ์ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในปีนี้จึงอาจเร็วเกินไป
เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026: ความจริงหรือแค่คาดการณ์?
จากข้อมูลสถานะโครงการล่าสุด การกล่าวว่า เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026 จึงมีลักษณะเป็นการคาดการณ์ถึงศักยภาพในอนาคตมากกว่าการสะท้อนภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีการใช้งานในวงกว้าง และยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าของร้านค้ารายย่อยในปีนี้
ผลกระทบที่แท้จริงต่อร้านค้ารายย่อย
ในปัจจุบัน ผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้าข้างทาง พ่อค้าแม่ค้า และ SME ไทยยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากโครงการยังอยู่ในขั้นทดสอบ อย่างไรก็ตาม รายงานและการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ระบุถึงเป้าหมายและประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อมีการนำมาใช้งานจริง ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้:
- เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับชำระเงิน: ร้านค้าจะมีช่องทางการรับเงินเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากเงินสด, การโอนเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง หรือ QR Code ซึ่งอาจตอบโจทย์ลูกค้าบางกลุ่มได้ดีขึ้น
- เพิ่มความปลอดภัยและลดต้นทุนการจัดการเงินสด: การรับชำระเงินแบบดิจิทัลช่วยลดความเสี่ยงจากการเก็บเงินสดไว้ที่ร้าน และลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปฝากเงินที่ธนาคาร
- สร้างฐานข้อมูลเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงิน: ข้อมูลการรับชำระเงินผ่าน CBDC อาจกลายเป็นหลักฐานแสดงรายรับที่น่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของ ธปท. คือการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่บังคับให้ร้านค้าหรือประชาชนต้องเลิกใช้เงินสด การเปลี่ยนแปลงจึงน่าจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ
โอกาสที่อาจเกิดขึ้นสำหรับ SME และพ่อค้าแม่ค้า
ในระยะยาว หาก CBDC ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลาย อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่สามารถออกแบบเงื่อนไขได้ยืดหยุ่นมากขึ้น (Programmable Payment) เช่น การตั้งเงื่อนไขการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติเมื่อได้รับสินค้าครบถ้วน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยที่วิเคราะห์จากข้อมูลการซื้อขายโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการจำนวนมาก
ความท้าทายที่ต้องเตรียมรับมือ
แม้จะมีโอกาส แต่การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการชำระเงินใหม่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ร้านค้าข้างทางและผู้ประกอบการรายย่อยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) การมีอุปกรณ์ที่รองรับอย่างสมาร์ทโฟน และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหันมาใช้งานก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จของการนำ CBDC มาใช้ในวงกว้าง
สถานะ CBDC ในเวทีโลก
เมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติ การพัฒนา CBDC ของไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่ดำเนินการอย่างจริงจังและมีความคืบหน้าที่ชัดเจน แต่ไม่ได้รวดเร็วจนเกินไป โดยสถานการณ์ในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ณ ต้นปี 2569 มีดังนี้:
- จีน: เป็นผู้นำในการพัฒนาและทดลองใช้ CBDC (หยวนดิจิทัล หรือ e-CNY) อย่างกว้างขวางในหลายเมือง มีการใช้งานจริงในร้านค้าปลีกและบริการขนส่งสาธารณะแล้ว
- อินเดีย: อยู่ในขั้นตอนการทดลองนำร่องในวงกว้าง (Wholesale และ Retail) คล้ายคลึงกับหลายประเทศ
- สหรัฐอเมริกา: ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษาและอภิปรายถึงข้อดีข้อเสีย และยังไม่มีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าจะพัฒนา CBDC หรือไม่
สถานะของประเทศไทยที่กำลังทดลองนำร่องร่วมกับภาคเอกชน ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับความรอบคอบและความมั่นคงของระบบการเงินเป็นอันดับแรก
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคตสำหรับผู้ประกอบการไทย
โดยสรุปแล้ว ข้อความที่ว่า เงินดิจิทัลบาท (CBDC) พลิกโฉมร้านค้าข้างทางในปี 2026 ยังคงเป็นภาพการณ์ในอนาคตที่ต้องรอการพิสูจน์ สถานะปัจจุบันของโครงการยังอยู่ในช่วงทดสอบและยังไม่มีการนำมาใช้งานในวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงต่อภูมิทัศน์การค้าปลีกและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
สำหรับเจ้าของร้านค้าข้างทาง ผู้ประกอบการ SME และพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย สิ่งที่ควรทำในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวคิดและประโยชน์ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น การเปิดใจเรียนรู้และปรับตัวให้พร้อมรับกับการชำระเงินดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ จะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบการชำระเงินในปัจจุบัน ทั้งเงินสดและการโอนผ่าน QR Code จะยังคงเป็นช่องทางหลักต่อไปอีกระยะหนึ่ง การเตรียมความพร้อมจึงควรเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่การตื่นตระหนกต่อการเปลี่ยนแปลงที่ยังมาไม่ถึง
