AI ช่วยยื่นภาษี 68 ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ ทำอย่างไร?
- บทสรุปของการใช้ AI ในการยื่นภาษีปี 2568
- สถานะปัจจุบันของระบบ AI ช่วยยื่นภาษี 68 ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ ทำอย่างไร?
- เจาะลึกวิสัยทัศน์และโครงการ AI ของกรมสรรพากร
- AI กับการลดหย่อนภาษีอัจฉริยะทำงานอย่างไรในอนาคต
- ขั้นตอนการยื่นภาษีปี 2568 ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
- ทางเลือกจากภาคเอกชน: AI ที่ปรึกษาด้านภาษี
- ข้อจำกัดและแนวโน้มที่ต้องจับตามอง
- บทสรุปและแนวทางการเตรียมตัว
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับผู้มีรายได้ทุกคน และในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการปฏิวัติกระบวนการทางภาษีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันและอนาคตของการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
บทสรุปของการใช้ AI ในการยื่นภาษีปี 2568

- ยังไม่มีระบบ AI สำหรับประชาชนโดยตรง: สำหรับการยื่นภาษีปี 2568 (สำหรับรายได้ปี 2567) กรมสรรพากรยังไม่มีระบบ AI ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้งานเพื่อคำนวณและลดหย่อนภาษีแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
- AI ทำงานเบื้องหลัง: เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้ในส่วนของการประมวลผลข้อมูลหลังบ้าน (backend) ของระบบ e-Filing เพื่อเพิ่มความเร็วในการตรวจสอบข้อมูลและอนุมัติการคืนภาษี
- โครงการในอนาคต: กรมสรรพากรกำลังพัฒนาระบบ “One Portal One Profile” ซึ่งจะใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อกรอกแบบแสดงรายการภาษี (Autofill) โดยอัตโนมัติ คาดว่าจะใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2570
- การลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ: แนวคิดนี้ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อช่วยภาครัฐกำหนดนโยบายลดหย่อนภาษีที่ตรงจุดและตรวจสอบความเป็นธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องมือแนะนำส่วนบุคคล
- ทางเลือกจากภาคเอกชน: มีเครื่องมือ AI จากบริษัทเอกชนที่สามารถให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการวางแผนภาษีและสิทธิลดหย่อนต่างๆ ได้
สถานะปัจจุบันของระบบ AI ช่วยยื่นภาษี 68 ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ ทำอย่างไร?
สำหรับฤดูกาลยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการยื่นแบบแสดงรายการสำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2567 นั้น แนวคิดเรื่อง AI ช่วยยื่นภาษี 68 ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ ทำอย่างไร นั้นยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาและยังไม่มีระบบที่เปิดให้ผู้เสียภาษีใช้งานได้โดยตรงในลักษณะแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมสำเร็จรูปจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรได้เริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว
ณ ปัจจุบัน (ปี 2569) ผู้เสียภาษียังคงต้องดำเนินการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90/91 ผ่านช่องทางเดิมเป็นหลัก คือระบบ e-Filing บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือกระบวนการเบื้องหลังที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้นจากการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล
ความร่วมมือในการพัฒนาระบบ
กรมสรรพากรไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้โดยลำพัง แต่ได้จัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับปี 2568-2570 โดยร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และธนาคารกรุงไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางภาษีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษี ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการจัดเก็บภาษีของประเทศ
บทบาทของ AI เบื้องหลังระบบ e-Filing
แม้ผู้ใช้งานจะยังไม่เห็นอินเทอร์เฟซของ AI โดยตรง แต่เทคโนโลยีนี้ได้เริ่มทำงานแล้วในส่วนต่างๆ ดังนี้:
- การประมวลผลข้อมูล: AI ช่วยลดระยะเวลาในการประมวลผลข้อมูลที่ยื่นเข้ามาผ่านระบบ e-Filing ทำให้กระบวนการตรวจสอบและการอนุมัติคืนภาษีทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- การตรวจสอบความผิดปกติ: ระบบ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการยื่นภาษีเพื่อตรวจจับความผิดปกติหรือการยื่นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี
- การดึงข้อมูลเบื้องต้น: ระบบ Autofill ในปัจจุบันที่ดึงข้อมูลบางส่วน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก จากสถาบันการเงิน ก็เป็นผลพวงมาจากการวางรากฐานระบบเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ AI ในอนาคต
เจาะลึกวิสัยทัศน์และโครงการ AI ของกรมสรรพากร
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น แผนการนำ AI มาใช้ในระบบภาษีของกรมสรรพากรไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่ได้ถูกแบ่งออกเป็นโครงการนำร่องที่มุ่งเน้นการปฏิรูปใน 4 ด้านหลัก ซึ่งแต่ละด้านจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการจัดการภาษีในอนาคต
โครงการนำร่อง 4 ด้านเพื่อปฏิรูปภาษี
โครงการเหล่านี้เป็นเสาหลักในการสร้างระบบภาษีดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบ โดยครอบคลุมตั้งแต่การประเมินผลไปจนถึงการสร้างโปรไฟล์ผู้เสียภาษีแบบครบวงจร
Tax Assessment AI: ยกระดับการประเมินภาษี
โครงการนี้มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อประเมินภาระภาษีของผู้เสียภาษีแต่ละรายให้มีความแม่นยำสูงสุด โดยวิเคราะห์จากข้อมูลรายได้ ค่าลดหย่อน และพฤติกรรมทางการเงินต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การคืนภาษีรวดเร็วขึ้น แต่ยังสร้างเป็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) สำหรับฝ่ายนโยบายเพื่อนำไปวิเคราะห์และพัฒนาระบบภาษีต่อไป
AI for Big Data: การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
หัวใจสำคัญของ AI คือข้อมูล โครงการนี้จึงเน้นการประมวลผลข้อมูลภาษีจำนวนมหาศาล (Big Data) เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ ตรวจสอบความสอดคล้องของการยื่นภาษี และสร้างแบบจำลองเพื่อคาดการณ์แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ระบบนี้จะช่วยให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปโดยอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
AI for Document Processing: ปฏิวัติการจัดการเอกสาร
หนึ่งในความท้าทายของระบบภาษีคือการจัดการเอกสารที่เป็นกระดาษจำนวนมาก AI ในส่วนนี้จะทำหน้าที่อ่านและแปลงข้อมูลจากเอกสาร เช่น ใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลโดยอัตโนมัติ มีการประเมินว่าเทคโนโลยีนี้สามารถลดระยะเวลาการทำงานจาก 100 ชั่วโมง เหลือเพียง 6 ชั่วโมง และยังสามารถช่วยป้องกันการทุจริตจากการใช้เอกสารปลอมได้แบบเรียลไทม์
One Portal One Profile: อนาคตของการยื่นภาษี
นี่คือโครงการที่เป็นเป้าหมายสูงสุดและจะส่งผลกระทบต่อผู้เสียภาษีโดยตรงมากที่สุด แนวคิดคือการสร้างโปรไฟล์ของผู้เสียภาษีแต่ละคนขึ้นมา โดยรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเข้ามาไว้ในที่เดียว
ระบบ One Portal One Profile จะเชื่อมโยงข้อมูลจากสถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมศุลกากร และอาจรวมถึงข้อมูลไลฟ์สไตล์จากแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ เช่น Facebook หรือ TikTok เพื่อนำมาใช้ในการกรอกแบบฟอร์มภาษีโดยอัตโนมัติ (Autofill) ทำให้ผู้เสียภาษีทำเพียงแค่ตรวจสอบความถูกต้องและกด “ยืนยัน” ไม่กี่ครั้ง
ระบบนี้จะคำนวณภาษีและรายการลดหย่อนต่างๆ จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงตลอดทั้งปี ทำให้การวางแผนภาษีและการยื่นแบบเป็นเรื่องที่ง่ายดายและลดความผิดพลาดได้อย่างมาก
| คุณสมบัติ | ระบบ e-Filing ปัจจุบัน (ปี 2568) | ระบบ AI ในอนาคต (One Portal) |
|---|---|---|
| การกรอกข้อมูล | ผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนใหญ่ด้วยตนเอง มี Autofill บางส่วนจากข้อมูลธนาคาร | ระบบ Autofill เกือบทั้งหมดจากข้อมูลที่เชื่อมโยงอัตโนมัติ |
| การแนะนำลดหย่อน | ผู้ใช้ต้องศึกษาและกรอกรายการลดหย่อนด้วยตนเอง | AI อาจวิเคราะห์และแนะนำรายการลดหย่อนที่เหมาะสมจากโปรไฟล์ |
| แหล่งข้อมูล | จำกัดเฉพาะข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งให้กรมสรรพากร | ครอบคลุมหลายมิติ (ธนาคาร, ที่ดิน, ศุลกากร, ประกัน, ไลฟ์สไตล์) |
| ความเร็วในการตรวจสอบ | เร็วขึ้นด้วย AI เบื้องหลัง แต่ยังใช้เวลาหลายวัน/สัปดาห์ | อาจตรวจสอบและอนุมัติคืนภาษีได้ใกล้เคียงเรียลไทม์ |
| ความพยายามของผู้ใช้ | ต้องรวบรวมเอกสารและกรอกข้อมูลอย่างละเอียด | ลดลงเหลือเพียงการตรวจสอบความถูกต้องและยืนยันข้อมูล |
AI กับการลดหย่อนภาษีอัจฉริยะทำงานอย่างไรในอนาคต
คำว่า “ลดหย่อนภาษีอัจฉริยะ” ในบริบทของกรมสรรพากรไม่ได้หมายถึงแอปพลิเคชันที่คอยแนะนำการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีแบบส่วนบุคคล แต่หมายถึงการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในระดับนโยบาย
การวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบาย
AI จะวิเคราะห์แนวโน้มการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของประชาชนทั้งหมด เพื่อให้ภาครัฐเห็นภาพว่านโยบายลดหย่อนใดที่ได้รับความนิยม หรือนโยบายใดที่จำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้ตรงเป้าหมายและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง เช่น หากข้อมูลพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนในหมวดใดหมวดหนึ่ง อาจนำไปสู่การทบทวนหรือออกนโยบายใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
การตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรม
อีกมิติที่สำคัญคือการสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี AI จะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลรายได้ที่ยื่นกับข้อมูลไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลอื่น เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ การซื้อสินทรัพย์มูลค่าสูง หรือแม้กระทั่งกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย เพื่อประเมินความสมเหตุสมผลของรายได้ที่สำแดง นอกจากนี้ ระบบยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เช่น การติดตามเงินฝากในต่างประเทศ (Common Reporting Standard – CRS) หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Asset Reporting Framework – CARF) เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างครอบคลุมและเป็นธรรม
ขั้นตอนการยื่นภาษีปี 2568 ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
แม้ว่าระบบ AI เต็มรูปแบบจะยังมาไม่ถึง แต่ผู้เสียภาษีสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อทำให้การยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ในปี 2568 ง่ายขึ้นได้
ระบบ e-Filing และ e-Tax Invoice
การยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ rd.go.th ยังคงเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด ระบบนี้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถคำนวณภาษีและดำเนินการขอคืนเงินได้โดยอัตโนมัติ การเข้าใช้งานสามารถทำได้ผ่าน Digital ID หรือแอปพลิเคชัน Super App ต่างๆ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและลดการใช้เอกสารกระดาษ
ฟังก์ชัน Autofill จากข้อมูลที่มีอยู่
ในระบบ e-Filing ปัจจุบันมีฟังก์ชัน Autofill ที่ช่วยดึงข้อมูลรายได้บางประเภท เช่น เงินเดือน (จากนายจ้างที่อยู่ในระบบ) และดอกเบี้ยเงินฝาก (จากธนาคาร) มากรอกในแบบฟอร์มให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยตนเองและทำให้กระบวนการยื่นภาษีรวดเร็วขึ้นอย่างมาก
ทางเลือกจากภาคเอกชน: AI ที่ปรึกษาด้านภาษี
ในขณะที่รอระบบจากภาครัฐ ตลาดเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) ก็มีการพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยในการวางแผนภาษีส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม Jenova AI ที่สามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับรายการลดหย่อนภาษี เครดิตภาษี หรือเงื่อนไขต่างๆ ได้ทันที บริการเหล่านี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการคำปรึกษาเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ได้สูงสุด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจ้างที่ปรึกษาทางการเงิน
ข้อจำกัดและแนวโน้มที่ต้องจับตามอง
สิ่งสำคัญที่ผู้เสียภาษีต้องทราบคือ เป้าหมายหลักของโครงการ AI ของกรมสรรพากรในระยะแรกคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและให้บริการ ไม่ใช่การสร้างแอปพลิเคชันแนะนำการลดหย่อนภาษีสำหรับทุกคนในปี 2568 ดังนั้น การวางแผนภาษียังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้เสียภาษีเอง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่าการยื่นภาษีจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบ One Portal One Profile จะเปลี่ยนประสบการณ์การยื่นภาษีไปอย่างสิ้นเชิง แต่ระหว่างนี้ ผู้เสียภาษีควรติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุดจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากรโดยตรง เนื่องจากนโยบายและรายละเอียดทางเทคนิคอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
บทสรุปและแนวทางการเตรียมตัว
โดยสรุปแล้ว สำหรับการยื่นภาษีปี 2568 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเบื้องหลัง ทำให้กระบวนการตรวจสอบและคืนภาษีรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ยังไม่มีระบบ AI สำหรับช่วยเหลือผู้เสียภาษีโดยตรงอย่างเต็มรูปแบบ ผู้เสียภาษียังคงต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Filing เป็นหลัก
วิสัยทัศน์ในอนาคตกับโครงการ “One Portal One Profile” จะนำไปสู่การยื่นภาษีแบบอัตโนมัติที่ง่ายดายและแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง สำหรับตอนนี้ แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดคือการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัลที่มีอยู่ เช่น ระบบ e-Filing และฟังก์ชัน Autofill เพื่อลดความผิดพลาด พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลการลดหย่อนภาษีอย่างสม่ำเสมอ และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพากรเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ติดตามข้อมูลข่าวสารและอัปเดตความรู้ใหม่ๆ ไปกับเราต่อที่ : RANKING5
