เงินบาทดิจิทัล 2.0 สแกนจ่ายตลาดนัด สะเทือนแผงลอย?
- ทิศทางใหม่ของเงินบาทในยุคดิจิทัล
- เจาะลึกแนวคิด เงินบาทดิจิทัล (CBDC)
- จากโครงการนำร่องสู่สมมติฐาน “เงินบาทดิจิทัล 2.0”
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร้านค้าขนาดเล็กและแผงลอย
- มุมมองผู้บริโภค: ประสบการณ์ใหม่ในการจับจ่าย
- ตารางเปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัลกับระบบชำระเงินอื่น
- อนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยภายใต้ CBDC
- บทสรุป: การเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง
บทความนี้จะวิเคราะห์แนวคิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก เช่น ตลาดนัดและร้านอาหารริมทาง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของไทย
- เงินบาทดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกและรับรองโดยธนาคารกลาง มีมูลค่าเทียบเท่าเงินบาทที่เป็นธนบัตรและเหรียญ
- การขยายการใช้งานเงินบาทดิจิทัลสู่กลุ่มผู้ค้ารายย่อยและตลาดนัดเป็นขั้นตอนเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันประเทศสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ
- ทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคจะต้องเผชิญกับโอกาสใหม่ๆ เช่น ความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มีความท้าทายด้านการปรับตัวทางเทคโนโลยีเช่นกัน
- ความสำเร็จของการนำระบบนี้มาใช้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระดับความรู้ความเข้าใจของประชาชน
- การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีศักยภาพในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศตั้งแต่ระดับฐานราก และอาจส่งผลต่อรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินในระยะยาว
ทิศทางใหม่ของเงินบาทในยุคดิจิทัล

การวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของหัวข้อ เงินบาทดิจิทัล 2.0 สแกนจ่ายตลาดนัด สะเทือนแผงลอย? ถือเป็นการมองไปข้างหน้าถึงวิวัฒนาการขั้นต่อไปของระบบการเงินไทย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC) ที่ได้เริ่มมีการทดสอบมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2565 แม้ว่าคำว่า “2.0” อาจไม่ใช่ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการทดลองในวงจำกัดไปสู่การประยุกต์ใช้ในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการใช้เงินสดหนาแน่นที่สุดอย่างตลาดนัดและร้านค้าริมทาง (สตรีทฟู้ด) การเปลี่ยนแปลงนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจระดับจุลภาคของคนไทยจำนวนมาก
แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโลกที่ธนาคารกลางหลายประเทศกำลังศึกษาและพัฒนา CBDC ของตนเอง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของเงินที่ออกโดยภาครัฐในยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทย การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในกลุ่มผู้ค้ารายย่อยจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายและน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งในด้านวัย ระดับการศึกษา และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี การสำรวจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางนโยบายและแนวทางการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน
เจาะลึกแนวคิด เงินบาทดิจิทัล (CBDC)
ก่อนจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบในอนาคต การทำความเข้าใจพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร และมีความแตกต่างจากระบบการชำระเงินดิจิทัลอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างไร
คำนิยามและหลักการทำงานพื้นฐาน
เงินบาทดิจิทัล คือ เงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีสถานะเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าเงินบาทดิจิทัล 1 บาท จะมีมูลค่าเท่ากับเงินสด 1 บาทเสมอ ไม่มีความผันผวนของมูลค่าเหมือนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น
ในทางเทคนิค เงินบาทดิจิทัลถูกสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) หรือที่รู้จักกันในชื่อบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งทำให้การทำธุรกรรมมีความปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ผู้ใช้งานจะเก็บเงินบาทดิจิทัลไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) และสามารถใช้จ่ายผ่านการสแกน QR Code หรือวิธีการอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับแอปพลิเคชันชำระเงินในปัจจุบัน
ความแตกต่างจากเงินอิเล็กทรอนิกส์และคริปโทเคอร์เรนซี
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เงินบาทดิจิทัล (CBDC) ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับเงินในบัญชีธนาคาร (Mobile Banking) เงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) หรือคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)
- เงินในบัญชีธนาคารและ e-Wallet: แม้จะเป็นเงินในรูปแบบดิจิทัล แต่เงินเหล่านี้คือ “หนี้สิน” ของสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการเอกชนที่รับฝากเงินจากประชาชน เมื่อมีการโอนเงินเกิดขึ้น จะเป็นการบันทึกการเปลี่ยนแปลงยอดหนี้สินระหว่างสถาบันเหล่านั้น
- คริปโทเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin): เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างขึ้นโดยภาคเอกชนบนเครือข่ายแบบกระจายอำนาจ ไม่มีผู้ออกหรือควบคุมจากส่วนกลาง และมีมูลค่าผันผวนสูงตามกลไกตลาด จึงไม่เหมาะกับการใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงินในชีวิตประจำวัน
- เงินบาทดิจิทัล (CBDC): เป็น “หนี้สินโดยตรง” ของธนาคารกลาง ซึ่งหมายความว่าเป็นเงินของภาครัฐที่มีความมั่นคงสูงสุด ไม่มีความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการจะล้มละลายเหมือนภาคเอกชน และถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการโดยเฉพาะ
เป้าหมายการพัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายหลักในการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลไว้หลายประการ ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม:
- เพิ่มประสิทธิภาพและความหลากหลาย: เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการชำระเงินสำหรับประชาชน ลดการพึ่งพาระบบของภาคเอกชนรายใดรายหนึ่ง และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ
- ลดต้นทุน: ลดต้นทุนในการผลิตและบริหารจัดการเงินสด ทั้งธนบัตรและเหรียญ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละปี
- เข้าถึงบริการทางการเงิน: ช่วยให้ประชาชนกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคาร สามารถเข้าถึงระบบการเงินพื้นฐานได้ง่ายขึ้นผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล
- ความมั่นคงของระบบ: สร้างระบบการชำระเงินสำรองที่มีความยืดหยุ่นและสามารถทำงานได้แม้ในภาวะวิกฤต เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ
จากโครงการนำร่องสู่สมมติฐาน “เงินบาทดิจิทัล 2.0”
สมมติฐาน “เงินบาทดิจิทัล 2.0” คือภาพสะท้อนของก้าวต่อไปที่สำคัญ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตการใช้งานจากกลุ่มทดลองขนาดเล็กไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริงในระดับฐานราก
เฟส “2.0”: ก้าวต่อไปของการใช้งานในวงกว้าง
คำว่า “2.0” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบพลิกโฉม แต่เป็นการนิยามเชิงกลยุทธ์ของการ “ขยายผล” (Rollout) โครงการ CBDC สู่การใช้งานในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก หลังจากที่เฟสแรกได้มุ่งเน้นการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม (Sandbox) กับกลุ่มผู้ใช้งานและร้านค้าจำนวนจำกัด เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้และทดสอบเสถียรภาพของระบบ
ดังนั้น เฟส 2.0 จึงเปรียบเสมือนการนำเทคโนโลยีออกจากห้องทดลองมาเผชิญกับโจทย์จริงที่ซับซ้อนกว่า ทั้งในด้านปริมาณธุรกรรมที่มหาศาล ความหลากหลายของผู้ใช้งาน และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ การเปลี่ยนผ่านนี้จึงต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบ การสื่อสารที่ชัดเจน และการสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายยอมรับและปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่
เหตุผลที่ตลาดนัดและสตรีทฟู้ดกลายเป็นสมรภูมิทดสอบ
การเลือกตลาดนัด แผงลอย และร้านอาหารริมทางเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับการขยายผล ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญหลายประการ:
- ปริมาณธุรกรรมสูง: ตลาดนัดและร้านค้าสตรีทฟู้ดเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้มูลค่าต่อธุรกรรมจะไม่สูง แต่เมื่อรวมกันแล้วมีปริมาณมหาศาล ทำให้เป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การทดสอบความสามารถในการรองรับธุรกรรมจำนวนมากของระบบ
- พึ่งพาเงินสดเป็นหลัก: ภาคส่วนนี้ยังคงเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินสดมากที่สุด การเจาะตลาดนี้ได้สำเร็จจึงหมายถึงการก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด
- สะท้อนเศรษฐกิจจริง: ผู้ค้าและผู้ซื้อในตลาดกลุ่มนี้มีความหลากหลายสูง ทั้งในด้านอายุ รายได้ และทักษะทางดิจิทัล การทำให้คนกลุ่มนี้ยอมรับและใช้งานได้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบถูกออกแบบมาสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
- เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: สตรีทฟู้ดและตลาดนัดเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย การผสานเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจดั้งเดิมนี้ จะเป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้ในตลาดนัดไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงิน แต่มันคือการทดลองทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่จะวัดความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร้านค้าขนาดเล็กและแผงลอย
การเปลี่ยนแปลงย่อมมาพร้อมกับผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบ สำหรับผู้ค้ารายย่อยในตลาดนัดและแผงลอย การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและความท้าทายครั้งสำคัญ
โอกาสและความได้เปรียบในยุคใหม่
- ลดภาระการจัดการเงินสด: ปัญหาเรื่องการหาเงินทอน การนับเงินตอนปิดร้าน ความเสี่ยงจากการเก็บเงินสดจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งการรับธนบัตรปลอม จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้ผู้ค้าประหยัดเวลาและลดความกังวล
- เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ: การชำระเงินผ่านการสแกนใช้เวลาน้อยกว่าการทอนเงินสด โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีลูกค้าจำนวนมาก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขายและลดการรอคิว
- สร้างประวัติทางการเงิน: ทุกการรับเงินจะถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานแสดงรายได้เพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่แหล่งทุนสำหรับต่อยอดธุรกิจ
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้: ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถตรวจสอบยอดขายในแต่ละวันได้อย่างแม่นยำ ลดโอกาสการทุจริตจากพนักงาน และง่ายต่อการทำบัญชีรายรับรายจ่าย
- ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค: คนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการชำระเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น การมีช่องทางรับเงินที่ทันสมัยจะช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับร้านค้า
ความท้าทายและการปรับตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- อุปสรรคด้านเทคโนโลยี: ผู้ค้าบางส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจไม่คุ้นเคยกับการใช้สมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชัน ทำให้เกิดความกังวลและอุปสรรคในการเรียนรู้การใช้งานระบบใหม่
- การเข้าถึงอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ต: แม้สมาร์ทโฟนจะแพร่หลาย แต่ก็ยังมีผู้ค้าบางรายที่อาจไม่มีอุปกรณ์ที่รองรับ หรืออยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ
- ความกังวลเรื่องค่าธรรมเนียม: แม้ว่าหนึ่งในเป้าหมายของ CBDC คือการเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำ แต่ผู้ค้าอาจยังคงมีความกังวลว่าในระยะยาวจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรของร้านค้า
- ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัว: ความกลัวต่อการถูกแฮกข้อมูล หรือการที่ภาครัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายทั้งหมดได้ อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ค้าบางกลุ่ม
- การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน: การเปลี่ยนจากการรับเงินสดมาเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมดต้องอาศัยการปรับตัวในกระบวนการทำงานประจำวัน เช่น การตรวจสอบยอดเงินเข้า การจัดการเมื่อระบบเกิดปัญหาขัดข้องชั่วคราว
มุมมองผู้บริโภค: ประสบการณ์ใหม่ในการจับจ่าย
ในฝั่งของผู้บริโภค การใช้เงินบาทดิจิทัลในการซื้อของที่ตลาดนัดจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากเดิม ทั้งในด้านความสะดวกและความปลอดภัย การไม่ต้องพกพาเงินสดจำนวนมากลดความเสี่ยงจากการสูญหายหรือการถูกลักขโมย การทำธุรกรรมที่รวดเร็วผ่านการสแกนเพียงครั้งเดียวช่วยประหยัดเวลา และการมีบันทึกการใช้จ่ายอัตโนมัติในกระเป๋าเงินดิจิทัลยังช่วยให้สามารถวางแผนและควบคุมการเงินได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเองก็ต้องเตรียมความพร้อมเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการมีสมาร์ทโฟนที่พร้อมใช้งาน การเรียนรู้วิธีติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินดิจิทัล และการทำความเข้าใจมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้น เช่น การตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก และการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าเงินบาทดิจิทัลจะได้รับการยอมรับในวงกว้างได้หรือไม่
ตารางเปรียบเทียบเงินบาทดิจิทัลกับระบบชำระเงินอื่น
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของเงินบาทดิจิทัล (CBDC) กับรูปแบบการชำระเงินอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | เงินบาทดิจิทัล (CBDC) | Mobile Banking (พร้อมเพย์) | e-Wallet (เอกชน) |
|---|---|---|---|
| ผู้ออกและรับรอง | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) | ธนาคารพาณิชย์ | บริษัทเอกชน |
| สถานะของเงิน | หนี้สินโดยตรงของธนาคารกลาง | หนี้สินของธนาคารพาณิชย์ | หนี้สินของผู้ให้บริการเอกชน |
| ความเสี่ยงด้านเครดิต | ไม่มี (มั่นคงสูงสุด) | มีความเสี่ยง (ต่ำมาก) | มีความเสี่ยง (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ) |
| ค่าธรรมเนียม (คาดการณ์) | อาจไม่มีหรือต่ำมาก สำหรับรายย่อย | ไม่มี (สำหรับธุรกรรมส่วนใหญ่) | อาจมีค่าธรรมเนียมบางประเภท |
| การใช้งานออฟไลน์ (ศักยภาพ) | มีศักยภาพในการพัฒนาให้ใช้ได้ | ไม่ได้ ต้องใช้อินเทอร์เน็ต | ไม่ได้ ต้องใช้อินเทอร์เน็ต |
อนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยภายใต้ CBDC
การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาบริการทางการเงินที่หลากหลายและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เช่น การให้สินเชื่อรายย่อย (Micro-lending) โดยใช้ข้อมูลการซื้อขายเป็นเกณฑ์พิจารณา หรือการพัฒนาระบบการออมและการลงทุนอัตโนมัติสำหรับผู้มีรายได้น้อย
บทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีเสถียรภาพและปลอดภัยแล้ว ภาครัฐยังต้องมีบทบาทในการให้ความรู้แก่ประชาชน จัดอบรมทักษะดิจิทัลให้กับผู้ค้า และอาจมีมาตรการจูงใจในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศในระยะยาว
บทสรุป: การเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง
แนวคิด “เงินบาทดิจิทัล 2.0” ที่จะนำมาใช้กับการสแกนจ่ายในตลาดนัดและร้านค้าแผงลอย อาจยังเป็นภาพอนาคต แต่ก็เป็นอนาคตที่มีความเป็นไปได้สูงและใกล้เข้ามาทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงนี้มีศักยภาพที่จะ “สะเทือน” วิถีการค้าขายแบบดั้งเดิมอย่างแน่นอน แต่มันจะเป็นการสั่นสะเทือนที่นำไปสู่การพัฒนาหรือการสร้างอุปสรรคใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าทุกภาคส่วนจะเตรียมความพร้อมรับมืออย่างไร
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย การเปิดใจเรียนรู้และปรับตัวจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขณะที่ฝั่งผู้กำหนดนโยบายก็ต้องออกแบบระบบและมาตรการสนับสนุนที่คำนึงถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลครั้งใหญ่นี้ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะนำมาซึ่งระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น การติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปของระบบการเงินไทย
