ส่อง ‘DIY Pension’ โมเดลออมใหม่จากรัฐ เกษียณสุขได้จริงหรือ?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ DIY Pension และ กบช.
- ภาพรวมของ DIY Pension และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ
- เจาะลึกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)
- กลไกการทำงานของ กบช.
- หัวใจหลัก: โมเดล DIY Pension
- ทางเลือกสำหรับองค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว
- วิเคราะห์ข้อดีและความท้าทายของ DIY Pension
- บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โมเดล ‘DIY Pension’ กลายเป็นแนวคิดใหม่ที่น่าจับตาในแวดวงการวางแผนเกษียณของไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่ภาครัฐผลักดันเพื่อแก้ปัญหาการออมไม่เพียงพอในสังคมสูงวัย แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ผู้ออมสามารถออกแบบและบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณของตนเองได้มากขึ้น
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ DIY Pension และ กบช.

- กองทุนภาคบังคับใหม่: กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นระบบบำนาญภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยนายจ้างและลูกจ้างต้องร่วมกันส่งเงินสมทบ
- เพิ่มความยืดหยุ่น: แนวคิด ‘DIY Pension’ อนุญาตให้สมาชิกเลือกจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนได้เองตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งแตกต่างจากแผนการลงทุนสำเร็จรูปทั่วไป
- เป้าหมายหลัก: กบช. และโมเดล DIY Pension ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาประชากรไทยส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณ ในขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
- ทางเลือกสำหรับนายจ้าง: องค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว สามารถปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ กบช. เพื่อให้ลูกจ้างไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช. ซ้ำซ้อน
- สถานะปัจจุบัน: ร่าง พ.ร.บ. กบช. ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย และยังไม่มีผลบังคับใช้ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต
ภาพรวมของ DIY Pension และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ
บทความนี้จะพาไป ส่อง ‘DIY Pension’ โมเดลออมใหม่จากรัฐ เกษียณสุขได้จริงหรือ? โดยเจาะลึกถึงหลักการของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของแนวคิดนี้ กบช. คือระบบการออมเพื่อการเกษียณภาคบังคับที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับแรงงานในระบบเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการออมที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แนวคิด DIY Pension นี้จึงเปรียบเสมือนกลไกที่เพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นให้แก่สมาชิกกองทุนในการบริหารจัดการเงินออมของตนเอง
เจาะลึกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.)
ความเป็นมาและวัตถุประสงค์
กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ หรือ กบช. ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการออมเพื่อการเกษียณของประชากรไทย แม้ว่าประเทศไทยจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) ซึ่งเป็นระบบออมภาคสมัครใจมานานกว่า 30 ปี แต่จำนวนสมาชิกยังคงจำกัดอยู่เพียงประมาณ 3 ล้านคน ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่ามีผู้เกษียณเพียง 20.8% เท่านั้นที่สามารถสะสมเงินใน PVD ได้ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่อาจเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเดือนละประมาณ 12,500 บาทเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเงินของประชากรส่วนใหญ่ในวัยหลังเกษียณ
ด้วยเหตุนี้ ร่างพระราชบัญญัติ กบช. จึงถูกผลักดันขึ้นเพื่อสร้างกลไกการออมภาคบังคับเพิ่มเติม โดยกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างที่ยังไม่อยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องเข้าร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศจะมีการออมอย่างสม่ำเสมอและมีระบบรองรับทางการเงินที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเมื่อถึงวัยเกษียณ ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนจะนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป
กบช. ในโครงสร้างระบบบำนาญ 3 เสาของไทย
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น กบช. ถูกจัดให้อยู่ในระบบบำนาญ 3 เสา (Three-Pillar Pension System) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่หลายประเทศทั่วโลกใช้เป็นแนวทางในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้หลังเกษียณ
Pillar 1: ระบบบำนาญพื้นฐานภาคบังคับ
เป็นเสาหลักที่ให้ความคุ้มครองพื้นฐานแก่ประชาชนทุกคน เช่น กองทุนประกันสังคม (มาตรา 33 และ 39) และระบบบำเหน็จบำนาญสำหรับข้าราชการPillar 2: ระบบบำนาญภาคบังคับที่นายจ้างร่วมสมทบ
เป็นส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มเงินออมให้มากขึ้น ซึ่ง กบช. จะเข้ามาอยู่ในเสานี้ เคียงคู่กับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)Pillar 3: ระบบบำนาญภาคสมัครใจ
เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการออมเพิ่มเติมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ ประกอบด้วย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งมักมาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี
การมี กบช. เข้ามาเสริมใน Pillar ที่ 2 จะช่วยอุดช่องว่างและทำให้โครงสร้างระบบบำนาญของไทยมีความครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
กลไกการทำงานของ กบช.
การส่งเงินสะสมและเงินสมทบ
ตามร่างกฎหมายที่เปิดเผย การส่งเงินเข้า กบช. จะเริ่มต้นขึ้น 1 ปีหลังจากที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ โดยมีการกำหนดอัตราการส่งเงินเป็นขั้นบันไดในช่วงแรก เพื่อลดผลกระทบต่อนายจ้างและลูกจ้าง อัตราการส่งเงินจะคำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อเดือน
| ช่วงเวลา | อัตราเงินสะสม (ลูกจ้าง) | อัตราเงินสมทบ (นายจ้าง) |
|---|---|---|
| ปีที่ 1–3 | 3% ของค่าจ้าง | 3% ของค่าจ้าง |
| ปีที่ 4–6 | 5% ของค่าจ้าง | 5% ของค่าจ้าง |
| ปีที่ 7–9 | 7% ของค่าจ้าง | 7% ของค่าจ้าง |
| ปีที่ 10 เป็นต้นไป | 10% ของค่าจ้าง | 10% ของค่าจ้าง |
เงื่อนไขการรับเงินเมื่อเกษียณอายุ
เมื่อลูกจ้างมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะมีทางเลือกในการรับเงินจากกองทุน 2 รูปแบบหลัก:
- รับเป็นเงินก้อน (บำเหน็จ): สมาชิกสามารถเลือกขอรับเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ทั้งหมดออกมาเป็นเงินก้อนเดียวได้
- รับเป็นเงินรายเดือน (บำนาญ): สมาชิกสามารถเลือกรับเงินเป็นรายเดือนในรูปแบบของบำนาญเป็นระยะเวลา 20 ปี โดยอัตราการถอนเงินต่อปีจะถูกกำหนดตามกฎกระทรวง ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 10% หรือมากกว่า
นอกจากนี้ สมาชิกที่มีอายุเกิน 60 ปี ยังสามารถเลือกที่จะคงเงินไว้ในกองทุนต่อไปเพื่อให้เงินลงทุนเติบโตต่อเนื่องได้อีกด้วย
ข้อกำหนดพิเศษและกรณีย้ายงาน
กฎหมายยังได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่มีรายได้น้อย โดยในกรณีที่ลูกจ้างมีค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน นายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบส่งเงินสมทบเข้ากองทุนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ลูกจ้างไม่ต้องส่งเงินสะสมของตนเอง
สำหรับกรณีการย้ายงาน สมาชิก กบช. จะมีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถโอนย้ายเงินทั้งหมดจากกองทุนเดิมไปยังกองทุนของนายจ้างใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การออมเพื่อการเกษียณไม่สะดุด
หัวใจหลัก: โมเดล DIY Pension
ให้อิสระในการออกแบบแผนการลงทุน
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ กบช. คือแนวคิด DIY Pension (Do-It-Yourself Pension) ซึ่งเป็นการมอบอำนาจในการตัดสินใจลงทุนให้กับสมาชิกเอง สมาชิกจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่แผนการลงทุนสำเร็จรูปเพียงไม่กี่แผน แต่จะมีอิสระในการเลือกผสมสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างพอร์ตที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ เช่น การเลือกลงทุนในตราสารหนี้, หุ้นไทย, หุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ตามสัดส่วนที่ต้องการ
โมเดลนี้ตอบโจทย์นักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและต้องการควบคุมอนาคตการเกษียณของตนเองอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม อิสระนี้ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สมาชิกจะต้องศึกษาข้อมูลและติดตามสภาวะตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
แผนการลงทุนเริ่มต้น (Life Path)
สำหรับสมาชิกที่ไม่ได้เลือกแผนการลงทุนด้วยตนเอง หรืออาจยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากนัก กบช. จะกำหนดให้ใช้ แผนการลงทุนตามช่วงอายุ (Life Path) เป็นค่าเริ่มต้น แผน Life Path นี้จะปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น) และสินทรัพย์ปลอดภัย (เช่น ตราสารหนี้) ให้โดยอัตโนมัติตามช่วงอายุของสมาชิก
- ช่วงอายุน้อย: พอร์ตการลงทุนจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว
- เมื่ออายุมากขึ้น: พอร์ตจะค่อยๆ ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงลง และเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อรักษาเงินต้นและลดความผันผวนเมื่อใกล้ถึงวัยเกษียณ
ทางเลือกสำหรับองค์กรที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) อยู่แล้ว
สำหรับสถานประกอบการที่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้กับพนักงานอยู่แล้ว กฎหมาย กบช. ได้เปิดทางเลือกให้ โดยนายจ้างสามารถปรับปรุงข้อบังคับของกองทุน PVD ที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขั้นต่ำของ กบช. ได้ เช่น การกำหนดอัตราเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างไม่น้อยกว่าที่ กบช. กำหนด หากดำเนินการปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ลูกจ้างในองค์กรนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเป็นสมาชิก กบช. อีก ถือเป็นการลดความซ้ำซ้อนและภาระในการบริหารจัดการของนายจ้าง
วิเคราะห์ข้อดีและความท้าทายของ DIY Pension
โมเดล DIY Pension ภายใต้ กบช. นำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ สำหรับการวางแผนเกษียณของคนไทย
ข้อดีที่น่าสนใจ
- ความยืดหยุ่นสูง: สมาชิกสามารถออกแบบพอร์ตการลงทุนที่สะท้อนเป้าหมายและสไตล์การลงทุนของตนเองได้อย่างแท้จริง
- โอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น: ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการลงทุนอาจสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าแผนการลงทุนสำเร็จรูปทั่วไป
- ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน: โมเดลนี้กระตุ้นให้สมาชิกตระหนักและหันมาศึกษาหาความรู้ด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้น เพื่อบริหารเงินเกษียณของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสี่ยงและข้อควรพิจารณา
- ความเสี่ยงจากการลงทุน: อิสระในการเลือกมาพร้อมกับความเสี่ยง หากสมาชิกตัดสินใจลงทุนผิดพลาด อาจส่งผลให้เงินออมเพื่อการเกษียณลดน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น
- ความต้องการความรู้ทางการเงิน: โมเดลนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร หรือไม่มีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนเพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดพอร์ตที่ไม่มีประสิทธิภาพ
- ความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล: สมาชิกที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำการลงทุนที่ดีกว่า อาจมีความได้เปรียบในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในผลลัพธ์สุดท้ายของเงินเกษียณ
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุปแล้ว ‘DIY Pension’ เป็นโมเดลการออมที่น่าสนใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) โครงการนี้มีศักยภาพที่จะปฏิวัติการวางแผนเกษียณในประเทศไทย โดยเปลี่ยนจากการออมภาคสมัครใจมาเป็นภาคบังคับสำหรับแรงงานกลุ่มใหญ่ พร้อมทั้งมอบความยืดหยุ่นให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการการลงทุนของตนเองได้ การเกิดขึ้นของ กบช. นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างหลักประกันทางการเงินที่ครอบคลุมและแข็งแกร่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมสูงวัย
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโมเดลนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับประชาชนในวงกว้าง เพื่อให้สมาชิกสามารถใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นนี้ได้อย่างเต็มศักยภาพและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน การติดตามความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ. กบช. อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการเริ่มต้นศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับระบบการออมเพื่อการเกษียณรูปแบบใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้สามารถตัดสินใจเลือกแผนการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและบรรลุเป้าหมายการเกษียณอย่างมีความสุขได้ในที่สุด
ข้อจำกัดของข้อมูล: ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. กบช. ที่มีการเผยแพร่ในงานสัมมนา ณ วันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่งเป็นข้อมูลก่อนปี 2026 สถานะล่าสุดของกฎหมายและรายละเอียดของโมเดล DIY Pension อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือกรมสรรพากรโดยตรง
