ปี 2026 ไม่ใช่แค่ปีใหม่ แต่เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ “ฉลาดขึ้น” “เขียวขึ้น” และ “เข้าใจมนุษย์มากขึ้น” ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย 4Ds ได้แก่ De-globalization (โลกที่หันกลับมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้น) Decarbonization (การลดคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน) Digitalization (เทคโนโลยีที่เปลี่ยนทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ) Demographics Challenges (ความท้าทายจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป)
ซึ่งแนวคิดนี้ถูกนำเสนอในงานสัมมนา Future Forum 2025: Great Transformation โดย TMA (สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย) ซึ่งชี้ว่า 4Ds จะเป็นแรงผลักดันหลักของเศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน
เพื่อให้ SME ไทยไม่ตกขบวนการเปลี่ยนแปลง วันนี้ได้รวบรวม 5 เทรนด์สำคัญที่สอดรับกับกระแสโลก และจะกลายเป็น “ประตูแห่งโอกาส” สำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมปรับตัวและก้าวสู่อนาคตแบบยั่งยืน
เปิด 5 SME ธุรกิจแนวใหม่ “ประตูแห่งโอกาส” สำหรับผู้ประกอบการ
1.AI x Digital
AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นผู้ช่วยที่เรียนรู้และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ เช่น วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ตอบแชทอัตโนมัติ และจัดการสต๊อกแบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน SME ก็ต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบจองออนไลน์ หรือ CRM ที่เชื่อมโยงกับช่องทางขาย ภาครัฐไทยสนับสนุนผ่านโครงการ “One Tambon, One Digital”
โดย DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตั้งเป้าช่วย SME และเกษตรกรกว่า 15,000 ราย ภายในปี 2026 ข้อมูลล่าสุดเผยว่า 70% ของ SME ไทยมีการใช้หรือทดลองใช้ AI และ 90% มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้ AI ในขณะที่สังคมไทยก็ก้าวสู่ยุคไร้เงินสด เช่น PromptPay มีผู้ใช้งานกว่า 77.6 ล้านบัญชี และธุรกรรมเฉลี่ยวันละ 75.9 ล้านรายการ รายงานจาก ADB ยังระบุว่า 86% ของ SME ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล และ 100% ดำเนินงานในรูปแบบออนไลน์แล้ว
2.Smart Mobility – การขนส่ง เดินทางอัจฉริยะ สนับสนุนเส้นทางสีเขียว
ระบบขนส่งอัจฉริยะและรถ EV ช่วยลดคาร์บอนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยแอปวางแผนเส้นทางสามารถลดค่าน้ำมันและเวลาส่งสินค้าได้ถึง 30% ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กรและผู้บริโภค รัฐบาลไทยสนับสนุน EV ผ่านมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 โดยให้เงินช่วยซื้อสูงสุด 150,000 บาท และลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% คาดว่าจะมี EV กว่า 830,000 คันภายในปี 2027 ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กรและความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม
3.Green Mandate – ภารกิจสีเขียวที่ธุรกิจต้องทำ
ESG ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการค้าและการเข้าถึงแหล่งทุน เช่น การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนและการใช้พลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยเตรียมออกกฎหมาย Climate Change Bill และ Clean Air Management Bill บังคับให้ธุรกิจเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เริ่มบังคับใช้ปี 2026 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero GHG Emission ในปี 2065 นอกจากนี้ยังมีการเตรียมใช้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (Emissions Trading System) และภาษีคาร์บอน โดย TGO และ ONEP เป็นผู้พัฒนากลไกและผลักดันนโยบาย
4.Trust Economy – เศรษฐกิจแห่งความไว้วางใจ
ในยุคข้อมูลล้น ความน่าเชื่อถือคือ “ทุน” สำคัญที่สุดโดยเฉพาะในธุรกิจออนไลน์ที่ผู้บริโภคกว่า 67% เลือกช่องทางชำระเงินที่ไว้ใจได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ สำหรับ ธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ความไว้วางใจจึงไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลอดภัย เทคโนโลยีอย่าง Blockchain และ Smart Contract ช่วยสร้างความโปร่งใส เช่น การตรวจสอบย้อนกลับสินค้าในธุรกิจอาหารและสุขภาพ ขณะเดียวกัน การจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างชัดเจนและให้สิทธิ์ควบคุมข้อมูลส่วนตัวก็เป็นหัวใจสำคัญ
อีกความท้าทายคือข่าวปลอมและรีวิวปลอม ซึ่งทำให้ผู้บริโภคกว่า 60% ลังเลในการซื้อสินค้าและบริการจาก ธุรกิจที่มีระบบรีวิวจากผู้ใช้จริง ตรวจสอบได้ และตอบกลับอย่างโปร่งใสจะได้เปรียบในระยะยาว การสร้าง Community ตรวจสอบข้อมูล หรือใช้ AI วิเคราะห์รีวิวก็เริ่มเห็นแล้วในธุรกิจปัจจุบัน
5.Longevity Economy – ตลาดผู้สูงวัยที่กำลังเติบโต
ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีทั้งกำลังซื้อ เวลา และความต้องการเฉพาะ เช่น บริการดูแลสุขภาพถึงบ้านหรือแอปติดตามสุขภาพ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงวัยกว่า 13.2 ล้านคน (20%) และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 31% ภายในปี 2583 ตลาดนี้เติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปี โดยเฉพาะบริการดูแลที่บ้านและเทคโนโลยีสุขภาพ
ขอบคุณข้อมูล : PPTV Wealth
อ่านบทความเพิ่มเติม : RANKING