แนวโน้มการทำงานแบบ Remote ที่กำลังเพิ่มขึ้นในไทย
แนวโน้มการทำงานแบบ Remote ที่กำลังเพิ่มขึ้นในไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากองค์กรและพนักงานในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้การเชื่อมต่อไร้ข้อจำกัดและพื้นที่ทำงานไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสถานที่อีกต่อไป ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้คือสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้รูปแบบการทำงานแบบ Remote และ Hybrid กลายเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจในปัจจุบันและในอนาคต
ภาพรวมแนวโน้มการทำงาน Remote ในไทย

การทำงานแบบ Remote ในบริบทของไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบ Hybrid ที่ผสมผสานทั้งการเข้าออฟฟิศและทำงานจากที่บ้าน เริ่มกลายเป็นมาตรฐานขององค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีช่วยให้พนักงานและผู้บริหารสามารถติดตามและประเมินผลการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- อดีตของการทำงานในไทยมักเน้นที่การมาออฟฟิศและทำงานตามเวลา
- หลังปี 2020 แนวโน้ม Remote work เติบโตตามเทคโนโลยีและการตอบสนองต่อวิกฤติโรคระบาด
- ในปี 2026 Hybrid/Flexible จะกลายเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในองค์กร
การเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานหลังโควิด
หลังจากเหตุการณ์โควิด-19 หลายองค์กรเลือกใช้แนวทาง Remote work หรือ Hybrid work เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการเว้นระยะห่างทางสังคม การออกแบบวิธีทำงานที่เน้นเรื่อง Microshifting หรือการแบ่งเวลาทำงานเป็นช่วงสั้น ๆ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงาน
แนวคิด Microshifting ช่วยให้พนักงานจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนได้เหมาะสม ส่งผลให้ 65% ของพนักงานในไทยสนใจแนวทางดังกล่าว
พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่กับ Remote Work
คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ในอนาคต มีแนวโน้มเลือกงานที่มีความยืดหยุ่นสูง รองลงมาคือการต้องการโครงสร้างงานที่ชัดเจน ผลสำรวจระบุว่ากว่า 50% ของกลุ่มนี้จะเปลี่ยนงานภายใน 1-2 ปี หากองค์กรไม่สนับสนุนแนวทาง Remote หรือ Flexible work
เปรียบเทียบรูปแบบการทำงาน—Remote, Hybrid และออฟฟิศเต็มตัว
| ปัจจัยสำคัญ | Remote | Hybrid | ออฟฟิศเต็มตัว |
|---|---|---|---|
| ความยืดหยุ่น | สูงที่สุด รองรับ Microshifting |
สูง เลือกวันเข้าออฟฟิศได้ |
ต่ำ ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน |
| โอกาสเติบโตในอาชีพ | จำกัด (50% รู้สึกโอกาสต่ำกว่าเดิม) | สูง (84% พอใจ) | สูง ปกติ |
| การใช้เทคโนโลยี- AI | 61% | 89% | 80% |
| ความพึงพอใจเรื่องเวลาทำงาน | 83% พึงพอใจ | 83% พึงพอใจ | มาตรฐานเดิม |
| ข้อท้าทายสำคัญ | ขาดความยืดหยุ่น, ขาดการมองเห็นในองค์กร | ต้องจัดสมดุลวันเข้าออฟฟิศ | เสี่ยงลาออกสูงในกลุ่ม Gen Z |
ข้อดีของแต่ละรูปแบบ
- Remote work: เวลาทำงานและสถานที่ทำงานยืดหยุ่นสูง เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรือโฟกัสเดี่ยว
- Hybrid: เลือกวันเข้าออฟฟิศ เพิ่มโอกาสการเชื่อมต่อและสื่อสารกับทีม เสริมวัฒนธรรมองค์กร
- ออฟฟิศเต็มตัว: การสั่งงานและประสานงานรวดเร็ว แต่ขาดความยืดหยุ่นเทียบ Remote หรือ Hybrid
ข้อท้าทายและข้อจำกัด
- Remote work อาจส่งผลต่อการเติบโตในสายงานและความรู้สึกถูกมองเห็น (Visibility) ในที่ประชุม
- Hybrid ต้องสร้างสมดุลระหว่างเวลาเข้าออฟฟิศและเวลาทำงานจากที่บ้าน มิฉะนั้นอาจเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร
- การเข้าออฟฟิศเต็มเวลาทำให้กลุ่มวัยทำงานใหม่วางแผนลาออกหากรูปแบบไม่ตอบโจทย์ชีวิต
การปรับตัวขององค์กรและตลาดแรงงานไทย
องค์กรในไทยกำลังอยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรกลุ่มใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง โดย HR หันมาใช้เทคโนโลยี Digital Workplace และกำหนดรอบเข้าออฟฟิศที่ไม่ตายตัวเช่น 3 วัน/สัปดาห์ พร้อมทั้งส่งเสริมสวัสดิการใหม่รองรับ Remote work เช่น ค่า Wi-Fi หรือสนับสนุนอุปกรณ์
ความต้องการใหม่ของพนักงาน Remote
- ชม.การทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น (34%)
- สัปดาห์การทำงาน 4 วัน (27%)
- เบี้ยสนับสนุนการทำงานจากบ้าน (19%)
พนักงาน Hybrid และ Remote ในไทยมีการใช้ AI และเทคโนโลยีช่วยงานมากกว่ากลุ่มเข้าออฟฟิศอย่างเต็มตัว จึงมีความคาดหวังให้บริษัทพัฒนาสภาพแวดล้อมดิจิทัลควบคู่กับโครงสร้างงานที่ชัดเจน
บทสรุปเกี่ยวกับแนวโน้ม Remote Work ในไทย
แนวโน้มการทำงานแบบ Remote ที่กำลังเพิ่มขึ้นในไทยเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นที่สูงขึ้น การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี หรือความท้าทายด้านโอกาสเติบโตในอาชีพ ล้วนเป็นโอกาสใหม่ที่องค์กรและบุคลากรควรตระหนัก เพื่อก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล
สำหรับธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเสื้อผ้าองค์กรหรือเสื้อทีมที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ความเป็นอิสระและสร้างการมีส่วนร่วม แนะนำ ติดต่อเรา ผ่าน KDC SPORT เพื่อรับทางเลือกการผลิตเสื้อผ้าพิมพ์ลายและเสื้อสำหรับทุกกิจกรรมอย่างมืออาชีพ