เปิดพอร์ตรับเงินดิจิทัล 2.0 เลือกลงทุนกองไหนดี?
การมาถึงของโครงการเงินดิจิทัล 2.0 ได้เปิดมิติใหม่ให้กับการวางแผนการเงินส่วนบุคคล โดยเชื่อมโยงนโยบายภาครัฐเข้ากับการลงทุนระยะยาวผ่านกองทุนรวม คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ เมื่อต้องเปิดพอร์ตรับเงินดิจิทัล 2.0 เลือกลงทุนกองไหนดี? บทความนี้จะวิเคราะห์และเปรียบเทียบทางเลือกการลงทุนในกองทุนที่มีความเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกองทุนรวมภายใต้โครงการเงินดิจิทัล 2.0 แบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก คือ กองทุนที่ลงทุนใน Bitcoin ETF โดยตรง และกองทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน
- กองทุนที่ลงทุนใน Bitcoin ETF โดยตรงมีความผันผวนสูงและมีผลตอบแทนเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคาของ Bitcoin เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงได้สูง
- กองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มบล็อกเชนมีการกระจายความเสี่ยงมากกว่า โดยผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทในพอร์ต ซึ่งอาจไม่เคลื่อนไหวตามราคาคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรงเสมอไป
- ไม่มีกองทุนใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน การเลือกกองทุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละคนยอมรับได้
- ก่อนการลงทุน ควรศึกษาข้อมูลของแต่ละกองทุนอย่างละเอียด ทั้งนโยบายการลงทุน สัดส่วนสินทรัพย์ ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขเฉพาะ เช่น การเป็นกองทุนสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (UI)
ภาพรวมการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกองทุนรวม
โครงการเงินดิจิทัล 2.0 ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมทั้งส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวสำหรับประชาชน การเปิดโอกาสให้สามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีกองทุนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาเป็นตัวเลือก
การลงทุนในธีมดังกล่าวผ่านกองทุนรวมมีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ประการแรกคือ การลงทุนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้มีความโปร่งใสและมีมาตรฐานในการบริหารจัดการ ประการที่สองคือ การบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ซึ่งช่วยคัดเลือกสินทรัพย์และกระจายความเสี่ยงเบื้องต้น และประการสุดท้ายคือ ความสะดวกในการซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่คุ้นเคย ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนทางเทคนิคลงได้มาก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ยังคงมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงอยู่เช่นเดิม
แนวทางการลงทุนหลัก: กองทุน Bitcoin ETF ปะทะ กองทุนหุ้นบล็อกเชน
เมื่อพิจารณาตัวเลือกกองทุนที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลักตามลักษณะของสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุน ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
กลุ่มที่ 1: กองทุนที่ลงทุนใน Bitcoin ETF โดยตรง
กองทุนกลุ่มนี้มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน ETF ในต่างประเทศที่ลงทุนใน Bitcoin โดยตรง หรือที่เรียกว่า Spot Bitcoin ETF กองทุนลักษณะนี้เปรียบเสมือนตัวแทนที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงผลตอบแทนของ Bitcoin ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีซื้อขายในต่างประเทศหรือจัดการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ด้วยตนเอง
ลักษณะเด่น: ผลตอบแทนของกองทุนจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาของ Bitcoin อย่างใกล้ชิด หากราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้น ผลการดำเนินงานของกองทุนก็จะปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน และในทางกลับกันหากราคา Bitcoin ปรับตัวลง
ความเสี่ยง: ความเสี่ยงหลักคือความผันผวนที่สูงมากของราคา Bitcoin ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการลงทุน เนื่องจากพอร์ตการลงทุนจะอิงอยู่กับสินทรัพย์ประเภทเดียวเป็นหลัก
ตัวอย่างกองทุนในกลุ่มนี้: MBTCETF-UI, ONE-BTCETFOF-UI
กลุ่มที่ 2: กองทุนที่ลงทุนในหุ้นและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน
กองทุนกลุ่มนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์, บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์สำหรับประมวลผล, แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล, หรือแม้กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ
ลักษณะเด่น: เป็นการลงทุนทางอ้อมในธีมการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล มีการกระจายความเสี่ยงไปในหลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของคริปโทเคอร์เรนซีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทที่กองทุนเข้าไปลงทุนด้วย
ความเสี่ยง: แม้จะมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่ากลุ่มแรก แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นโดยรวม และความเสี่ยงเฉพาะตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาค เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือกฎระเบียบใหม่ๆ ที่เข้ามาควบคุม
ตัวอย่างกองทุนในกลุ่มนี้: ASP-DIGIBLOC, LHGBLOCK-A, SCBBLOC(A), KT-BLOCKCHAIN-A
เปิดพอร์ตรับเงินดิจิทัล 2.0 เลือกลงทุนกองไหนดี? เปรียบเทียบกองทุนเด่น
การตัดสินใจว่าจะเปิดพอร์ตรับเงินดิจิทัล 2.0 แล้วเลือกลงทุนกองไหนดีนั้น ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจภาพรวมของแต่ละกองทุน เพื่อเปรียบเทียบและค้นหากองทุนที่สอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของตนเองมากที่สุด
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่เข้าใจสิ่งที่ลงทุนมีความเสี่ยงยิ่งกว่า การเปรียบเทียบข้อมูลกองทุนอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถข้ามไปได้สำหรับนักลงทุนทุกคน
| กองทุน | แนวทางการลงทุน | เหมาะสำหรับนักลงทุนประเภท | ข้อสังเกตสำคัญ |
|---|---|---|---|
| MBTCETF-UI | ลงทุนโดยตรงใน Spot Bitcoin ETF กองเดียว | ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนอ้างอิงราคา Bitcoin สูงสุด และยอมรับความเสี่ยงได้สูงมาก | เป็นกองทุนประเภท UI (สำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ) และมีความเสี่ยงกระจุกตัวสูง |
| ONE-BTCETFOF-UI | ลงทุนใน Spot Bitcoin ETF หลายกอง | ผู้ที่ต้องการเกาะติดราคา Bitcoin พร้อมการกระจายความเสี่ยงภายในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน | ปัจจุบันลงทุนในกองทุน ETF ของ Franklin, iShares และ Fidelity |
| ASP-DIGIBLOC | ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและบล็อกเชน | ผู้ที่ยอมรับความผันผวนได้สูงและมองหาโอกาสเติบโตจากระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัล | มีตัวอย่างการถือหุ้น เช่น Nvidia, MicroStrategy, Marathon Digital Holdings (MARA) |
| LHGBLOCK-A | ลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศที่เน้นธีมบล็อกเชน | ผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนในธีมบล็อกเชนผ่านกองทุนหลักที่บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ | กองทุนหลักที่ลงทุน เช่น Amplify Transformational Data Sharing ETF (BLOK) |
| SCBBLOC(A) | ลงทุนแบบ Passive โดยอิงดัชนีที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน | ผู้ที่ต้องการลงทุนในธีมบล็อกเชนอย่างเป็นระบบ ตามการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิง | อ้างอิงกองทุนหลัก Invesco CoinShares Global Blockchain UCITS ETF |
| KT-BLOCKCHAIN-A | ลงทุนในหุ้นและ/หรือ ETF ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจบล็อกเชน | ผู้ที่มองภาพการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและบล็อกเชนในวงกว้าง | ลงทุนผ่านกองทุนหลัก เช่น Amplify Transformational Data Sharing ETF และ Siren Nasdaq NexGen Economy ETF |
เจาะลึกรายละเอียดกองทุนที่น่าสนใจ
เพื่อประกอบการตัดสินใจให้ดียิ่งขึ้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละกองทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
- MBTCETF-UI และ ONE-BTCETFOF-UI: กองทุนทั้งสองนี้มีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับราคา Bitcoin มากที่สุด ข้อแตกต่างคือ MBTCETF-UI อาจเน้นลงทุนใน Bitcoin ETF กองใดกองหนึ่งเป็นหลัก ในขณะที่ ONE-BTCETFOF-UI จะกระจายการลงทุนไปยัง Bitcoin ETF หลายกอง เช่น ของ Franklin, iShares และ Fidelity เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านผู้ออก ETF ทั้งสองกองทุนเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์และยอมรับความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ได้
- ASP-DIGIBLOC: กองทุนนี้มีแนวทางเชิงรุก (Active Management) โดยจะคัดเลือกหุ้นของบริษัทที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวอย่างสินทรัพย์ที่อาจลงทุนได้แก่บริษัทชั้นนำอย่าง Nvidia ซึ่งผลิตชิปประมวลผล, MicroStrategy ที่เป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง Bitcoin จำนวนมาก หรือบริษัทเหมืองขุดคริปโตอย่าง MARA ซึ่งทำให้พอร์ตมีความหลากหลายแต่ก็ยังคงความเสี่ยงสูง
- LHGBLOCK-A, SCBBLOC(A), และ KT-BLOCKCHAIN-A: กองทุนกลุ่มนี้เป็น Feeder Fund ที่จะนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก (Master Fund) ในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ซึ่งกองทุนหลักเหล่านี้มักมีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มบล็อกเชนอย่างกระจายตัว ความแตกต่างจะอยู่ที่กองทุนหลักที่เลือกใช้ เช่น SCBBLOC(A) จะมีลักษณะเป็น Passive มากกว่า โดยอิงกับดัชนีผ่าน Invesco CoinShares Global Blockchain UCITS ETF ในขณะที่ LHGBLOCK-A และ KT-BLOCKCHAIN-A อาจใช้กองทุนหลักที่มีลักษณะการบริหารเชิงรุกมากกว่า เช่น Amplify Transformational Data Sharing ETF (BLOK)
การเลือกกองทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมาย
หลังจากทำความเข้าใจลักษณะของกองทุนแต่ละประเภทแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจับคู่กองทุนให้เข้ากับสไตล์การลงทุนของตนเอง
สำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนใกล้เคียง Bitcoin ที่สุด
นักลงทุนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีความเชื่อมั่นในการเติบโตของ Bitcoin ในระยะยาว และสามารถยอมรับความผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางได้เป็นอย่างดี ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือกองทุนที่ลงทุนใน Spot Bitcoin ETF โดยตรง เช่น MBTCETF-UI หรือ ONE-BTCETFOF-UI การลงทุนในกองทุนเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับการถือครอง Bitcoin โดยตรงมากที่สุด แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงที่สุดเช่นกัน
สำหรับผู้ที่สนใจธีมคริปโตแต่ต้องการกระจายความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนที่ยังคงสนใจในศักยภาพของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ต้องการลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว การเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชนจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า กองทุนอย่าง ASP-DIGIBLOC, SCBBLOC(A), หรือ KT-BLOCKCHAIN-A จะช่วยกระจายการลงทุนไปยังบริษัทต่างๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งผลการดำเนินงานจะไม่ได้ผูกติดกับราคา Bitcoin เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเหล่านั้นด้วย
สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระบบนิเวศบล็อกเชนแบบกว้าง
นักลงทุนกลุ่มนี้อาจไม่ได้มุ่งเน้นที่ตัวคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง แต่สนใจในเทคโนโลยีพื้นฐานอย่างบล็อกเชน และบริษัทที่จะได้ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในวงกว้าง กองทุนที่ลงทุนผ่าน Master Fund ซึ่งมีการกระจายตัวสูงอย่าง LHGBLOCK-A หรือ SCBBLOC(A) อาจเป็นคำตอบที่ดี เนื่องจากกองทุนหลักในต่างประเทศมักจะลงทุนในบริษัทที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงผู้ใช้งานในภาคส่วนต่างๆ
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาการลงทุนในธีมสินทรัพย์ดิจิทัล การเริ่มต้นจากกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงสูงอย่างกลุ่มกองทุนหุ้นบล็อกเชน (blockchain-related equity funds) อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ปลอดภัยกว่าการลงทุนในกองทุนที่ผูกกับราคา Bitcoin โดยตรง เนื่องจากความผันผวนโดยรวมมักจะต่ำกว่า และเป็นการเรียนรู้ภาพรวมของอุตสาหกรรมไปในตัว ก่อนที่จะตัดสินใจเพิ่มความเสี่ยงในอนาคต
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน
ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในกองทุนใดๆ มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ:
- เงื่อนไขผู้ลงทุน: กองทุนบางประเภท เช่น กองทุนที่มีอักษรต่อท้ายว่า “UI” (Ultra-High-Net-Worth Investor) ถูกจำกัดการลงทุนไว้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด จึงต้องตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองก่อนลงทุนเสมอ
- เงินลงทุนขั้นต่ำ: แต่ละกองทุนมีข้อกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำแตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาท แต่บางกองทุนอาจมีข้อกำหนดที่สูงกว่า
- ค่าธรรมเนียม: ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Front-end/Back-end Fee) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของกองทุน เนื่องจากค่าธรรมเนียมเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อผลตอบแทนในระยะยาว
- ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: กองทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในต่างประเทศจะมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ควรตรวจสอบว่ากองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) หรือไม่ และมีสัดส่วนการป้องกันเท่าใด
- การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม: การลงทุนในกองทุนธีมสินทรัพย์ดิจิทัลควรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด ไม่ควรทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงประเภทเดียว
บทสรุปและแนวทางการเลือกกองทุน
สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “เปิดพอร์ตรับเงินดิจิทัล 2.0 เลือกลงทุนกองไหนดี?” นั้นไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับทุกคน การตัดสินใจที่ดีที่สุดมาจากการทำความเข้าใจในสองแนวทางหลัก คือ การลงทุนที่อิงกับราคา Bitcoin โดยตรงผ่านกองทุน Bitcoin ETF ซึ่งมีความเสี่ยงสูงแต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามการเคลื่อนไหวของราคาเหรียญอย่างใกล้ชิด และการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นการลงทุนทางอ้อมที่มีการกระจายความเสี่ยงมากกว่าแต่ผลตอบแทนอาจไม่สอดคล้องกับตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเสมอไป
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการประเมินเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ จากนั้นจึงศึกษาข้อมูลรายละเอียดของกองทุนแต่ละแห่งในเชิงลึก ทั้งนโยบายการลงทุน สินทรัพย์ที่ถือครอง ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนของตนเองมากที่สุด การตัดสินใจอย่างมีข้อมูลจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสการลงทุนในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเงิน การลงทุน และเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถ อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่นี่ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจลงทุนของคุณเฉียบคมและทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ

