เงินดิจิทัล CBDC เข้า ‘เป๋าตัง’ ใช้ยังไง? สรุปครบ
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ CBDC และแอปเป๋าตัง
- ทำความเข้าใจเงินบาทดิจิทัล (CBDC)
- ประเภทของ CBDC: Wholesale และ Retail แตกต่างกันอย่างไร
- แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ กับบทบาทในโลกเงินดิจิทัล
- ขั้นตอนการใช้งาน CBDC ผ่าน ‘เป๋าตัง’ และช่องทางอื่นๆ
- กระบวนการแปลงค่าระหว่างเงินบาทดิจิทัลและเงินบาทปกติ
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง CBDC และ Mobile Banking
- ประโยชน์ของการใช้ CBDC ผ่าน ‘เป๋าตัง’
- เส้นทางการพัฒนา CBDC ในประเทศไทย
- คำถามที่พบบ่อยและข้อชี้แจงเกี่ยวกับ CBDC
- ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำ CBDC มาใช้
- สถานะล่าสุดของการพัฒนา (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2569)
- สรุปภาพรวมและก้าวต่อไปของเงินบาทดิจิทัล
รัฐบาลไทยกำลังเตรียมความพร้อมในการนำร่องใช้เงินบาทดิจิทัล หรือ CBDC (Central Bank Digital Currency) ผ่านแอปพลิเคชันที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง ‘เป๋าตัง’ ในวงจำกัด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า เงินดิจิทัล CBDC เข้า ‘เป๋าตัง’ ใช้ยังไง? สรุปครบ จบในที่เดียว บทความนี้จะสำรวจทุกมิติของเงินบาทดิจิทัล ตั้งแต่นิยามพื้นฐาน วิธีการใช้งานผ่านช่องทางต่างๆ ข้อดี ผลกระทบ และสถานะล่าสุดของการพัฒนา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตทางการเงินของประเทศ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ CBDC และแอปเป๋าตัง

- CBDC คือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล: ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมูลค่าเทียบเท่าเงินสด 1:1 และสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
- ใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย: ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้จ่ายเงินบาทดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ และ Mobile Banking ของธนาคารต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปใหม่
- ขั้นตอนการใช้งานไม่ซับซ้อน: การใช้จ่ายทำได้ผ่านระบบที่แพร่หลายอยู่แล้ว เช่น การสแกน QR Code ของ PromptPay โดยเลือกแหล่งเงินเป็น “เงินบาทดิจิทัล” แทนบัญชีเงินฝาก
- เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย: CBDC ช่วยยกระดับระบบการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยง และเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น
- ภาครัฐสามารถกำหนดเงื่อนไขและตรวจสอบได้: การใช้นโยบายทางการคลัง เช่น การแจกเงินสนับสนุน สามารถกำหนดวัตถุประสงค์และตรวจสอบการใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใส ลดปัญหาการทุจริต
ทำความเข้าใจเงินบาทดิจิทัล (CBDC)
โครงการพัฒนาระบบการเงินของประเทศไทยกำลังก้าวสู่มิติใหม่ด้วยการนำเสนอสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “เงินบาทดิจิทัล” แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวิวัฒนาการที่ตอบสนองต่อภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก การทำความเข้าใจพื้นฐานของ CBDC จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต
การเกิดขึ้นของ CBDC มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้กำกับดูแลและพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าเงินบาทดิจิทัลจะสามารถตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน ไปจนถึงการทำธุรกรรมขนาดใหญ่ของสถาบันการเงิน
นิยามและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
CBDC (Central Bank Digital Currency) หรือ “เงินบาทดิจิทัล” คือ เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีสถานะเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยมีมูลค่าคงที่ 1 บาทดิจิทัล เท่ากับ 1 บาทเสมอ
คุณสมบัติหลักของ CBDC มี 3 ประการเช่นเดียวกับเงินทั่วไป ได้แก่:
- สื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ (Medium of Exchange): สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้อย่างแพร่หลาย
- เครื่องรักษามูลค่า (Store of Value): สามารถเก็บออมเพื่อใช้ในอนาคตได้โดยมูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเงินบาทปกติ
- หน่วยวัดทางบัญชี (Unit of Account): ใช้เป็นมาตรฐานในการวัดมูลค่าและบันทึกบัญชี
ความสำคัญของ CBDC ต่อเศรษฐกิจไทยนั้นมีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบการชำระเงินโดยรวม เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้สะดวกและทั่วถึงยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือการวางรากฐานเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ประเภทของ CBDC: Wholesale และ Retail แตกต่างกันอย่างไร
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แบ่งการพัฒนา CBDC ออกเป็น 2 ประเภทหลัก เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน คือ Wholesale CBDC สำหรับสถาบันการเงิน และ Retail CBDC สำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งทั้งสองประเภทมีกลุ่มผู้ใช้งานและเป้าหมายที่ชัดเจน
| ประเภท | วัตถุประสงค์และกลุ่มผู้ใช้ | โครงการที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| Wholesale CBDC | ใช้สำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่ระหว่างสถาบันการเงิน เช่น การชำระบัญชี และการโอนเงินระหว่างธนาคาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในตลาดการเงิน | โครงการอินทนนท์ |
| Retail CBDC | ใช้สำหรับประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจในการใช้จ่าย ชำระเงิน และทำธุรกรรมรายวัน เปรียบเสมือนเงินสดในรูปแบบดิจิทัล | บาทดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค (ที่กำลังทดสอบผ่าน ‘เป๋าตัง’) |
แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ กับบทบาทในโลกเงินดิจิทัล
แอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐใช้ในการส่งผ่านนโยบายและความช่วยเหลือไปยังประชาชนจำนวนมาก ด้วยฐานผู้ใช้งานที่กว้างขวางและความคุ้นเคยในการใช้งาน ทำให้ ‘เป๋าตัง’ ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวกลางสำคัญในการทดสอบและนำร่องการใช้งาน Retail CBDC
บทบาทหลักของ ‘เป๋าตัง’ ในระบบนิเวศของ CBDC คือการทำหน้าที่เป็น “กระเป๋าเงินดิจิทัล” (Digital Wallet) ที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้งานเงินบาทดิจิทัลได้โดยตรง โดยเงินดิจิทัลที่ได้รับจะถูกจัดเก็บแยกออกจากบัญชีเงินฝากปกติ แต่ยังคงแสดงผลและบริหารจัดการได้ภายในแอปพลิเคชันเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้จ่ายด้วยเงินจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นเงินในบัญชีธนาคารที่ผูกไว้ หรือเงินบาทดิจิทัลที่ได้รับมา
ขั้นตอนการใช้งาน CBDC ผ่าน ‘เป๋าตัง’ และช่องทางอื่นๆ
การออกแบบระบบ CBDC มุ่งเน้นให้การใช้งานง่ายและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่มีอยู่แล้ว เพื่อลดภาระในการปรับตัวของทั้งผู้ใช้งานและร้านค้า ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเงินดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น
การชำระเงินผ่าน PromptPay
PromptPay ถือเป็นช่องทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งาน CBDC ในระยะแรก เนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลและร้านค้าส่วนใหญ่รองรับมาตรฐาน Thai QR Payment อยู่แล้ว กระบวนการใช้งานแทบไม่แตกต่างจากเดิม:
- ผู้ใช้สแกน QR Code ของร้านค้าตามปกติผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ หรือ Mobile Banking
- บนหน้าจอชำระเงิน จะมีตัวเลือก “แหล่งเงิน” เพิ่มขึ้นมา
- ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะชำระเงินจาก “บัญชีเงินฝาก” หรือ “เงินบาทดิจิทัล (CBDC)”
- เมื่อยืนยันการทำรายการ ระบบจะตัดเงินจากแหล่งที่เลือกและโอนไปยังผู้รับปลายทางทันที
การใช้งานผ่าน Mobile Banking และ e-Wallet
นอกเหนือจากแอปฯ ‘เป๋าตัง’ แล้ว ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการ e-Wallet รายอื่นๆ สามารถฝังฟังก์ชันการใช้งาน CBDC เข้าไปในแอปพลิเคชันของตนเองได้เช่นกัน ประสบการณ์ของผู้ใช้จะยังคงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระบิล หรือการสแกน QR Code สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือตัวเลือกในการใช้ “เงินบาทดิจิทัล” เป็นแหล่งเงินอีกหนึ่งประเภท ทำให้ผู้ใช้มีอิสระในการบริหารจัดการเงินของตนเองมากขึ้น
การชำระเงินที่ร้านค้าผ่านเครื่อง EDC/POS
สำหรับภาคธุรกิจและร้านค้า การปรับตัวเพื่อรองรับ CBDC ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมดในหลายกรณี โดยสามารถอัปเดตซอฟต์แวร์ของเครื่องรับบัตร (EDC: Electronic Data Capture) และระบบจัดการการขาย (POS: Point-of-Sale) ให้รองรับการชำระเงินด้วยเงินบาทดิจิทัลได้ การชำระเงินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การแสดง QR Code บนหน้าจอเครื่อง EDC ให้ลูกค้าสแกน หรือการใช้เทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) แตะเพื่อจ่ายผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ
การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถเชื่อมต่อระบบ CBDC เข้ากับระบบชำระเงินเดิมผ่าน Payment Gateway หรือ API ที่เกี่ยวข้องได้ โดยปรับปรุงหน้าชำระเงิน (Checkout Page) ให้มี “เงินบาทดิจิทัล” เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการชำระเงิน เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อสามารถเลือกจ่ายได้เหมือนกับการใช้บัตรเครดิต การโอนเงิน หรือ e-Wallet อื่นๆ
กระบวนการแปลงค่าระหว่างเงินบาทดิจิทัลและเงินบาทปกติ
หัวใจสำคัญของ CBDC คือการรักษามูลค่าให้มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือเทียบเท่าเงินสด ดังนั้น หลักการแปลงค่าจึงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน:
อัตราการแปลงค่า: 1:1 เสมอ หมายความว่า เงินบาทดิจิทัล 1 บาท มีมูลค่าเท่ากับ เงินบาทปกติ 1 บาท โดยไม่มีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
กระบวนการแปลงค่าจะดำเนินการผ่านสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้เกิดความถูกต้องและโปร่งใส ผู้ใช้สามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking หรือ ‘เป๋าตัง’ ได้โดยตรง
- การแปลงเงินบาทปกติเป็น CBDC: ผู้ใช้สามารถโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของตนเอง เพื่อแลกเป็นเงินบาทดิจิทัลเก็บไว้ใน Wallet สำหรับใช้จ่าย
- การแลก CBDC คืนเป็นเงินบาทปกติ: หากผู้ใช้ต้องการนำเงินบาทดิจิทัลกลับเข้าบัญชีธนาคาร ก็สามารถทำรายการโอนออกจาก Wallet ดิจิทัลกลับไปยังบัญชีเงินฝากปกติได้ทันที
ข้อพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจคือการบันทึกบัญชีและภาษี ซึ่งจำเป็นต้องแยกระหว่างธุรกรรมที่เกิดขึ้นจาก CBDC และเงินบาทปกติอย่างชัดเจน เพื่อความถูกต้องในการรายงานภาษีและตรวจสอบทางการเงิน
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง CBDC และ Mobile Banking
แม้ว่าประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ปลายทางอาจดูคล้ายคลึงกัน แต่ในเชิงโครงสร้างและวัตถุประสงค์ CBDC และ Mobile Banking มีความแตกต่างที่สำคัญหลายประการ
| ด้าน | CBDC ผ่านเป๋าตัง | Mobile Banking |
|---|---|---|
| ลักษณะเงิน | เงินบาทดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ถูกเก็บในบัญชีแยกต่างหาก เป็นหนี้สินของธนาคารกลาง | เงินในบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ เป็นหนี้สินของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ |
| การโอนเงิน | มีความสามารถในการทำงานร่วมกันสูง (Interoperability) สามารถโอนระหว่างธนาคารและ e-Wallet ทุกค่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด | การโอนเงินข้ามธนาคารหรือข้ามแพลตฟอร์มอาจมีข้อจำกัดหรือค่าธรรมเนียมบางประการ |
| การตรวจสอบ | สามารถออกแบบให้ตั้งโปรแกรมหรือเงื่อนไขการใช้จ่ายได้ (Programmable Money) ทำให้ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ | ไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดเป้าหมายการใช้เงินในระดับธุรกรรมได้โดยตรง |
| วัตถุประสงค์ | เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่สำหรับประชาชน (Retail CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทางเลือก | เป็นช่องทางการให้บริการของสถาบันการเงินเอกชนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า |
ประโยชน์ของการใช้ CBDC ผ่าน ‘เป๋าตัง’
การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้งานก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ประชาชนทั่วไป ภาครัฐ ไปจนถึงภาคธุรกิจและร้านค้า
ประโยชน์สำหรับประชาชน
- ✅ เพิ่มตัวเลือกในการชำระเงิน: มีช่องทางการใช้จ่ายที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น
- ✅ ระบบโอนเงินที่ไร้รอยต่อ: ลดข้อจำกัดในการโอนเงินระหว่างแพลตฟอร์มต่างๆ
- ✅ ความสะดวกในการใช้งาน: สามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคยอยู่แล้ว
- ✅ เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน: เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารในอนาคต
ประโยชน์สำหรับภาครัฐ
- ✅ ดำเนินนโยบายได้ตรงจุด: สามารถแจกเงินสนับสนุนและกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายได้ เช่น จำกัดประเภทสินค้าหรือพื้นที่การใช้งาน
- ✅ ลดการทุจริตคอร์รัปชัน: สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้อย่างโปร่งใส ทำให้มั่นใจว่าเงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด
- ✅ ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการพัฒนานโยบาย: ข้อมูลการใช้จ่าย (ที่ไม่ระบุตัวตน) สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจ
- ✅ ลดต้นทุนในการปรับตัว: ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด สามารถอัปเกรดซอฟต์แวร์เดิมได้
- ✅ เพิ่มช่องทางการรับชำระเงิน: รองรับลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น
- ✅ ความปลอดภัยในการทำธุรกรรมสูงขึ้น: ลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินสด
เส้นทางการพัฒนา CBDC ในประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนา CBDC อย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจและประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนนำมาใช้ในวงกว้าง
- ระยะแรก (Wholesale CBDC): เริ่มต้นด้วย “โครงการอินทนนท์” เพื่อทดสอบการใช้ CBDC ในการโอนเงินและชำระบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน
- ระยะที่สอง: ทดลองนำเทคโนโลยีมาใช้กับการแปลงพันธบัตรรัฐบาลให้อยู่ในรูปแบบโทเค็นดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดตราสารหนี้
- ระยะที่สาม: ขยายการทดสอบสู่ภาคธุรกิจ โดยร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการเชื่อมต่อระบบ CBDC เข้ากับระบบการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างบริษัทและคู่ค้า
- ระยะ Retail CBDC: เริ่มวางแนวทางการพัฒนา Retail CBDC สำหรับประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน 2564
- ระยะปัจจุบัน (ทดสอบในวงจำกัด): กำลังเข้าสู่กระบวนการทดสอบการใช้งานจริงในวงจำกัด (Pilot Test) กับกลุ่มผู้ใช้งานและร้านค้าที่ได้รับเลือก ก่อนจะประเมินผลเพื่อขยายสู่สาธารณชนในระยะต่อไป
คำถามที่พบบ่อยและข้อชี้แจงเกี่ยวกับ CBDC
ถาม: ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่เพื่อใช้งาน CBDC หรือไม่?
ตอบ: ไม่จำเป็น ผู้ใช้สามารถใช้งานเงินบาทดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคารที่ใช้อยู่ หรือผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ ได้โดยตรง
ถาม: ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเห็นข้อมูลการทำธุรกรรมทั้งหมดของประชาชนใช่หรือไม่?
ตอบ: ไม่ใช่ทั้งหมด หลักการออกแบบ CBDC คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ โดยข้อมูลธุรกรรมจะถูกปกป้องและไม่สามารถระบุตัวตนได้ในลักษณะเดียวกับเงินสด (Cash-like privacy) ธปท. จะเห็นเพียงข้อมูลภาพรวมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงนโยบายเท่านั้น ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลรายบุคคลได้
ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำ CBDC มาใช้
แม้ว่า CBDC จะมีประโยชน์มากมาย แต่การนำมาใช้งานจริงยังมีความท้าทายและประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ประเด็นสำคัญที่สุดคือความเสี่ยงที่ CBDC อาจเข้ามา “แย่งเงินฝาก” จากระบบธนาคารพาณิชย์ หากประชาชนหันมาถือเงินบาทดิจิทัลแทนการฝากเงินไว้กับธนาคาร อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังศึกษาและออกแบบกลไกเพื่อควบคุมความเสี่ยงดังกล่าว เช่น การจำกัดวงเงินการถือครอง CBDC ต่อคน
สถานะล่าสุดของการพัฒนา (ข้อมูล ณ พฤษภาคม 2569)
ณ ปัจจุบัน โครงการพัฒนา Retail CBDC ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบใช้งานจริงในวงจำกัด (Pilot Test) โดยภาครัฐยังคงศึกษาแนวทางการใช้โครงสร้างของ CBDC ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์ม ‘เป๋าตัง’ สำหรับนโยบายทางการคลังต่างๆ ในอนาคต ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการนำมาใช้ในวงกว้าง และยังต้องรอผลการประเมินจากการทดสอบเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาก่อนที่จะขยายผลไปยังประชาชนทั่วไปอย่างเป็นทางการ
สรุปภาพรวมและก้าวต่อไปของเงินบาทดิจิทัล
เงินบาทดิจิทัล (CBDC) คือก้าวสำคัญของวิวัฒนาการระบบการเงินไทย ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และทางเลือกใหม่ๆ ในการทำธุรกรรมทางการเงิน การใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ และ Mobile Banking ที่ผู้คนคุ้นเคย จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่ซับซ้อน แม้จะยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่ทิศทางที่ชัดเจนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
การติดตามความคืบหน้าและทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อเตรียมความพร้อมและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางการเงินที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราในไม่ช้า อ่านบทความเพิ่มเติม
