ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา ธีมการลงทุนหลักที่ขับเคลื่อนตลาดคงหนีไม่พ้นกระแส AI ที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ ก็คือ “หุ้นเติบโต” หรือ Growth Stocks นั่นเอง อย่างไรก็ตาม พอราคาหุ้นพุ่งแรงจนทะลุมูลค่าพื้นฐานไปไกล ความร้อนแรงก็เริ่มแผ่วลงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ด้วยการโยกเงินไปยังกลุ่ม “หุ้นคุณค่า” Value Stocks ที่ราคายังสมเหตุสมผลกว่าแทน รับปี 2026
เปิดชื่อ 5 หุ้นเติบโต Growth Stocks น่าเก็บเข้าพอร์ตในปี 2026
สัญญาณนี้บอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางของหุ้น Growth? : Dave Sekera หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ของ Morningstar วิเคราะห์ไว้ในมุมมองตลาดเดือนธันวาคมว่า “ในเดือนพฤศจิกายน หุ้นกลุ่ม Value และ Core ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าหุ้น Growth Stocks ชัดเจน โดยดัชนี Morningstar US Value ปรับตัวขึ้น 3.06% และ US Core บวกไป 2.32% สวนทางกับ US Growth ที่ติดลบไป 2.37%”
1. Coloplast (CLPBY)
Coloplast ติดโผเข้ามาในฐานะหุ้นเติบโตที่ “ราคาถูกที่สุด” เมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานในรายชื่อของเรา บริษัทสัญชาติเดนมาร์กแห่งนี้คือผู้นำระดับโลกด้านเวชภัณฑ์ดูแลผู้ป่วยที่มีทวารเทียม (Ostomy) และระบบขับถ่าย
Debbie Wang นักวิเคราะห์อาวุโสของ Morningstar ให้ความเห็นว่า “บริษัทมีประวัติยาวนานในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและเห็นผลจริง ซึ่งส่งผลให้ Coloplast ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดยุโรปและกำลังเติบโตได้ดีในสหรัฐฯ”
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา บริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างน่าชื่นชม โดยเน้นการสร้างการเติบโตที่มาพร้อมกับกำไร (Profitable Growth) ปัจจุบัน Coloplast กำลังมุ่งขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ เพื่อเร่งการเติบโต โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
2. Tyler Technologies (TYL)
Dan Romanoff นักวิเคราะห์อาวุโสของ Morningstar มองว่า Tyler Technologies คือ ผู้นำที่ชัดเจนในตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) อย่างซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่คู่แข่งรายอื่นยังเข้าไม่ถึง
Tyler ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานท้องถิ่นหลากหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นเมือง, เขตการปกครอง, โรงเรียน, ศาล และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เรามองว่าการที่บริษัทขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมมากขึ้น จะช่วยให้ปิดดีลขนาดใหญ่ที่รวมโซลูชันหลายด้านไว้ด้วยกันได้ง่ายขึ้น
ความแข็งแกร่งของ Tyler คือ ชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน จนกลายเป็นตัวเลือกแรกๆ เมื่อหน่วยงานรัฐต้องการระบบใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปรียบจากโครงสร้างตลาดที่กระจัดกระจาย (Fragmented Market) ซึ่งคู่แข่งส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทเล็กๆ ที่โฟกัสแค่ตลาดท้องถิ่นและไม่มีขนาดธุรกิจ (Scale) ที่จะมาเทียบชั้นกับ Tyler ได้
3. BAE Systems (BAESY)
ข้ามมาดูหุ้นเติบโตตัวถัดมาอย่าง BAE Systems ยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงและอากาศยานสัญชาติอังกฤษ ซึ่งถือเป็นผู้รับเหมาด้านการทหารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังเป็น 1 ใน 6 ผู้รับเหมารายใหญ่ (Prime Contractors) ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อีกด้วย
Loredana Muharremi นักวิเคราะห์จาก Morningstar ชี้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้นทั่วโลก เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดยุทโธปกรณ์เติบโตในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อชาติต่างๆ ในยุโรปหันมาเร่งฟื้นฟูศักยภาพทางทหารของตนเอง ซึ่ง BAE อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบมาก เพราะมีส่วนร่วมในโครงการป้องกันประเทศระดับนานาชาติมากมาย แถมยังสอดคล้องกับแผนการขยายงานของกลาโหมสหรัฐฯ อีกด้วย
4. SAP (SAP)
พูดถึงซอฟต์แวร์องค์กรระดับโลก ต้องมีชื่อ SAP เจ้าของโปรแกรมดังอย่าง Concur และ Ariba และยังเป็นผู้นำตลาดซอฟต์แวร์ ERP (Enterprise Resource Planning) อันดับ 1 ของโลก
Rob Hales นักวิเคราะห์อาวุโส มองว่า SAP กำลังเดินเกมด้วยกลยุทธ์ “Land and Expand” (เจาะเข้าลูกค้าแล้วขยายบริการเพิ่ม) ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จในวงการซอฟต์แวร์องค์กร โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตในระดับ 10-15% (Low to Midteens) ทั้งในระยะสั้นและกลาง แรงขับเคลื่อนหลักมาจากบริการ Cloud ERP อย่าง “Rise with SAP” และ “Grow with SAP”
5. Experian (EXPGY)
Experian คือ 1 ใน 3 เสือใหญ่แห่งวงการเครดิตบูโรของสหรัฐฯ แต่เนื่องจากธุรกิจหลักในอเมริกาเริ่มอิ่มตัว Rajiv Bhatia นักวิเคราะห์ของ Morningstar สังเกตว่าบริษัทจึงหันไปขยายการเติบโตผ่านผลิตภัณฑ์ข้างเคียงและรุกตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) แทน
เขามองว่า การขยายตัวของชนชั้นกลางในตลาดเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว แต่เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะ Experian ยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องค่าเงินและปัจจัยมหภาคในประเทศเหล่านั้น
ขอบคุณข้อมูล : Efinancethai
อ่านบทความเพิ่มเติม : RANKING