5 เทคนิคการลงทุนที่มือใหม่ควรรู้
5 เทคนิคการลงทุนที่มือใหม่ควรรู้ เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการลงทุนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในยุคเศรษฐกิจผันผวน เทคนิคเหล่านี้จึงถูกนำเสนอเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและลดความเสี่ยงของมือใหม่ที่เริ่มต้นในตลาดการเงิน
สาระสำคัญของการเริ่มต้นลงทุน

- การลงทุนแต่เนิ่น ๆ ช่วยสะสมทุนและสร้างวินัยทางการเงิน
- เข้าใจเทคนิคที่หลากหลายลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนระยะยาว
- การเลือกกลยุทธ์ที่เข้ากับเป้าหมายและความเสี่ยงส่วนตัวเป็นสิ่งสำคัญ
เทคนิคที่ 1: DCA (Dollar-Cost Averaging)
DCA คืออะไร
DCA หรือ Dollar-Cost Averaging คือ การลงทุนจำนวนเงินเท่าเดิมอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ทุกเดือน ไม่ว่าราคาสินทรัพย์จะขึ้นหรือลง วิธีนี้ช่วยเกลี่ยต้นทุนและสร้างวินัย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ขาดประสบการณ์และไม่อยากจับจังหวะตลาด
ตัวอย่างการใช้ DCA
ตัวอย่างเช่น การซื้อกองทุนรวมทุกวันที่ 1 ของเดือน เดือนละ 1,000 บาท ติดต่อกันหลายปี ทำให้ราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์ถูกลงในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนราคา
ความเสี่ยงและข้อควรระวัง DCA
แม้จะเหมาะกับมือใหม่ แต่ DCA ไม่เหมาะกับตลาดที่เป็นขาลงต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ควรเลือกกองทุนหรือสินทรัพย์ที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว
เทคนิคที่ 2: Value Investing (VI)
Value Investing คืออะไร
Value Investing (VI) คือ การเลือกซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือ “ถูกกว่า fair value” โดยอาศัยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เช่น ผลประกอบการ อัตราส่วนทางการเงิน และความแข็งแกร่งของธุรกิจ
ตัวอย่างวิธี VI
ตัวอย่างเช่น การมองหาหุ้นที่ราคาในตลาดตกต่ำ แต่บริษัทมีผลการดำเนินงานและงบการเงินแข็งแกร่ง เมื่อราคาฟื้นตัวในภายหลังจะสร้างผลตอบแทนที่สูง
ความเสี่ยงและจุดสังเกต VI
Value Investing เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีเวลาศึกษา วิเคราะห์ และอดทนในการถือสินทรัพย์ เพราะบางครั้งราคาตลาดอาจปรับขึ้นช้ากว่าที่คาด
เทคนิคที่ 3: Growth Investing
Growth Investing คืออะไร
Growth Investing คือ การเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่เติบโตสูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยี หรือสตาร์ทอัพ เป้าหมายคือรับผลตอบแทนจากการขยายตัวทางรายได้และกำไรในอนาคต
ตัวอย่าง Growth Investing
เช่น ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในตลาดเกิดใหม่ เฝ้าติดตามการเติบโตของรายได้และส่วนแบ่งตลาด
ความเสี่ยง Growth Investing
ความเสี่ยงในกลยุทธ์นี้สูงกว่า DCA และ VI เนื่องจากความผันผวนสูง ต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึกและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของธุรกิจ
เทคนิคที่ 4: Passive Investing
Passive Investing คืออะไร
Passive Investing คือ การลงทุนตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์หรือกองทุนรวมดัชนี (ETF) โดยไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์เอง เป็นการลดต้นทุนและลดเวลาในการติดตามตลาด เหมาะกับมือใหม่ที่ไม่มีเวลาหรือความรู้ลงทุนเอง
ตัวอย่างการลงทุน Passive
ลงทุนผ่าน ETF ที่ติดตามดัชนี SET50 หรือกองทุนรวมตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่สามารถกระจายความเสี่ยงได้กว้าง
ข้อดีและข้อจำกัด Passive
จุดเด่นคือการบริหารพอร์ตที่ง่ายและค่าธรรมเนียมต่ำ แต่ควรเข้าใจขอบเขตผลตอบแทนตามทิศทางตลาดรวม ไม่ใช่ลุ้นยอดสูงเกินกว่าตลาด
เทคนิคที่ 5: Dividend Investing
Dividend Investing คืออะไร
Dividend Investing คือ การเลือกลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง เพื่อสร้างกระแสรายรับประจำระหว่างถือครอง ช่วยลดแรงกดดันในตลาดขาลง
ตัวอย่าง Dividend Investing
ตัวอย่างเช่น เลือกหุ้นในกลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคหรือการเงินที่มีประวัติการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Dividend
หุ้นปันผลบางประเภทอาจให้ผลตอบแทนน้อยกว่าหุ้นเติบโต แต่ให้เสถียรภาพด้านกระแสเงินสด เหมาะกับผู้ต้องการความมั่นคง
เปรียบเทียบ 5 เทคนิคการลงทุนที่มือใหม่ควรรู้
| เทคนิค | ความเสี่ยง | เหมาะสำหรับ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| DCA | ต่ำ | มือใหม่ขาดเวลา | ลงทุนกองทุนเดือนละ 1,000 บาท |
| Value Investing | ปานกลาง | มีเวลาวิเคราะห์ | หุ้น undervalued |
| Growth Investing | สูง | ทนความผันผวน | หุ้นเทคเติบโต |
| Passive | ต่ำ | ขาดความรู้ | ETF ติดตาม SET50 |
| Dividend | ปานกลาง | ต้องการรายได้ประจำ | หุ้นปันผลสูง |
ปัจจัยเสริมสำหรับมือใหม่ลงทุน
กระจายความเสี่ยง
กระจายการลงทุน คือ การแบ่งเงินลงทุนหลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร กองทุน เหมาะสำหรับลดความผันผวนของพอร์ต โดยไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปไว้เพียงสินทรัพย์เดียว การกระจายสามารถช่วยป้องกันความเสียหายหากบางกลุ่มตลาดปรับตัวลดลง
เตรียมเงินสำรองก่อนลงทุน
หลักสำคัญคือต้องเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน อย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายส่วนตัว
แนวคิด “ลงทุนด้วยเงินเย็นเท่านั้น” คือเงินที่ไม่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนช่วยลดแรงกดดันจากสภาพตลาด
ควรจัดการหนี้และควบคุมการใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายรับ เพื่อมีฐานะการเงินที่มั่นคง
วิเคราะห์พื้นฐานและ Moat
การวิเคราะห์พื้นฐาน เช่น งบการเงิน อัตรากำไร หรือ “Economic Moat” หรือความได้เปรียบเชิงแข่งขัน เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ช่วยเพิ่มโอกาสเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เติบโตระยะยาว
สรุปเนื้อหาและแนวทางก้าวแรก
5 เทคนิคการลงทุนที่มือใหม่ควรรู้ คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยวางรากฐานการเงินอย่างมั่นคง เทคนิคแต่ละแบบตอบโจทย์เป้าหมายและสไตล์ความเสี่ยงต่างกัน ผู้เริ่มต้นควรศึกษาเนื้อหาต่อเนื่องและเริ่มลงทุนเล็ก ๆ เพื่อฝึกวินัยและสร้างประสบการณ์ นอกจากนี้การเลือกใช้บริการรับผลิตเสื้อแบรนด์หรือเสื้อกีฬาคุณภาพในกิจกรรมองค์กร เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจ สนใจบริการคุณภาพ ติดต่อได้ที่ ติดต่อเรา
