Skip to content
Ranking5

Ranking5

Ranking5

Primary Menu
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
  • Home
  • บทความ
  • Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน
  • บทความ

Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน

เจาะลึก Digital Wallet เฟส 2! ไม่ได้แค่แจก แต่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายดิจิทัล ทำความเข้าใจรายละเอียดสำคัญ ทั้งการลงทะเบียน, เกณฑ์คุณสมบัติ, และไทม์ไลน์ล่าสุด เตรียมตัวรับสิทธิก่อนใคร.
LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026 1 minute read
digital-wallet-2-0-investment-policy-featured

Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน

สารบัญ

  • ภาพรวมของนโยบาย Digital Wallet 10,000 บาท
  • โครงสร้างและเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ

    • วัตถุประสงค์หลัก: กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่สอนการออม
    • แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” และเทคโนโลยีเบื้องหลัง
  • การแบ่งเฟสและเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์อย่างละเอียด

    • เฟสที่ 1: กลุ่มเปราะบางและการช่วยเหลือแบบเงินสด
    • เฟสที่ 2: ประชาชนทั่วไปกับเงินดิจิทัล
    • เกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์: รายได้และเงินฝาก
  • ประเด็นถกเถียง: ทำไมต้องเป็นเงินดิจิทัล ไม่ใช่เงินสด?

    • จุดยืนของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล
    • มุมมองจากฝ่ายวิจารณ์และสถาบันวิจัย
  • จาก “การแจก” สู่ “การออม”: ความจริงเบื้องหลังแนวคิด Digital Wallet 2.0

    • การตีความนโยบายและข้อเท็จจริง
    • คำแนะนำจากสถาบันการเงิน: การใช้เงินอย่างชาญฉลาด
  • บทสรุป: มรดกของโครงการ Digital Wallet และก้าวต่อไป

แนวคิดเรื่อง Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน ได้จุดประกายความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะวิวัฒนาการขั้นต่อไปของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ซึ่งบ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการให้ความช่วยเหลือระยะสั้นไปสู่การสร้างความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเบื้องหลังโครงการ Digital Wallet 10,000 บาท โดยพิจารณาจากโครงสร้าง วัตถุประสงค์ และการดำเนินงานตามข้อมูลที่ประกาศอย่างเป็นทางการจนถึงช่วงต้นปี 2569 เพื่อสร้างความชัดเจนว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนโยบายนี้คือการกระตุ้นการใช้จ่ายหรือการส่งเสริมวินัยทางการเงิน

ภาพรวมของนโยบาย Digital Wallet 10,000 บาท

Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน - digital-wallet-2-0-investment-policy

โครงการ Digital Wallet 10,000 บาท เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดที่นำโดยพรรคเพื่อไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างเร่งด่วนผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน และถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศและส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระดับท้องถิ่น ผู้ที่ควรให้ความสนใจในประเด็นนี้ครอบคลุมตั้งแต่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง นักเศรษฐศาสตร์ที่วิเคราะห์ผลกระทบเชิงมหภาค ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบายที่ศึกษาประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ช่วงเวลาสำคัญของโครงการนี้เกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนเมษายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการอนุมัติ ลงทะเบียน และเริ่มจ่ายเงินในแต่ละเฟส

  • โครงการ Digital Wallet มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการใช้จ่ายในพื้นที่เป็นหลัก ไม่ได้มีเป้าหมายด้านการสอนออมเงินโดยตรง
  • นโยบายถูกแบ่งออกเป็นหลายเฟส โดยกลุ่มเปราะบางได้รับเงินสด ส่วนประชาชนทั่วไปได้รับเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เงื่อนไขผู้รับสิทธิ์มีความชัดเจน โดยจำกัดตามเกณฑ์รายได้และเงินฝาก เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย
  • รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล แม้จะมีเสียงวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของโครงการ
  • ไม่มีหลักฐานข้อมูลอย่างเป็นทางการที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาโครงการไปสู่ “Digital Wallet 2.0” ที่เน้นการสอนทักษะการออมหรือการลงทุน

โครงสร้างและเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ

การทำความเข้าใจโครงสร้างและเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ Digital Wallet 10,000 บาท เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประเมินผลกระทบและความสำเร็จของนโยบายได้อย่างแม่นยำ จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยรัฐบาล นโยบายนี้ถูกออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน โดยเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์หลัก: กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่สอนการออม

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล ไม่ใช่การแจกเงินสดโดยตรง รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรวมประมาณ 6 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 5 แสนล้านบาทสำหรับโครงการ Digital Wallet ที่ครอบคลุมประชาชนประมาณ 50 ล้านคน และอีก 1 แสนล้านบาทสำหรับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ SME หัวใจสำคัญของนโยบายคือการกำหนดให้ใช้จ่ายเงินในร้านค้าที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอตามทะเบียนบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินจะหมุนเวียนในเศรษฐกิจท้องถิ่นและเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดที่ชัดเจนคือไม่สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ ชำระค่าสาธารณูปโภค หรือซื้อสินค้าบางประเภท เช่น สุรา ยาสูบ ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำเจตนารมณ์ที่มุ่งเน้นการบริโภคสินค้าและบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” และเทคโนโลยีเบื้องหลัง

เพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ รัฐบาลได้เลือกใช้แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นแพลตฟอร์มหลัก ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ประชาชนจำนวนมากคุ้นเคยอยู่แล้วจากการใช้งานในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ การใช้แพลตฟอร์มที่มีอยู่ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงและทำให้การกระจายเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ มีการระบุว่าโครงการได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ในเบื้องหลัง เพื่อช่วยในการติดตามการใช้จ่ายและสร้างความโปร่งใสให้กับโครงการ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายรองของรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทันสมัยสำหรับอนาคต

การแบ่งเฟสและเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์อย่างละเอียด

เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างเป็นระบบและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย รัฐบาลได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็นหลายเฟส โดยแต่ละเฟสมีกลุ่มเป้าหมายและวิธีการจ่ายเงินที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทของประชากรแต่ละกลุ่ม

ตารางเปรียบเทียบการดำเนินงานโครงการ Digital Wallet ในแต่ละเฟส
เฟส กลุ่มเป้าหมาย จำนวนเงิน วิธีการจ่ายเงิน ช่วงเวลาดำเนินการ
เฟส 1 กลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ผู้พิการ) ประมาณ 14.5 ล้านคน 10,000 บาท เงินสด (ผ่าน PromptPay หรือโอนตรง) อนุมัติ 17 ก.ย. 2567, ดำเนินการต่อเนื่องถึงต้นปี 2568
เฟส 2 ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ประมาณ 36 ล้านคน 10,000 บาท ดิจิทัลเท่านั้น (จำกัดการใช้จ่ายในเขตอำเภอ) ปิดลงทะเบียน 15 ก.ย. 2567, เริ่มดำเนินการต้นปี 2568
เฟส 3 (มีการกล่าวถึง) ประชาชนทั่วไป อายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้และเงินฝากตามเกณฑ์ 10,000 บาท Digital Wallet อนุมัติหลังการประชุมคณะกรรมการ, คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568

เฟสที่ 1: กลุ่มเปราะบางและการช่วยเหลือแบบเงินสด

ในเฟสแรก โครงการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ รวมประมาณ 14.5 ล้านคน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล รัฐบาลจึงเลือกวิธีการจ่ายเงินเป็นเงินสดผ่านระบบ PromptPay หรือโอนเข้าบัญชีโดยตรง การตัดสินใจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างรวดเร็วและสร้างความมั่นใจว่าความช่วยเหลือจะไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการมากที่สุดโดยไม่มีอุปสรรคทางเทคโนโลยี คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการดำเนินการในส่วนนี้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567

เฟสที่ 2: ประชาชนทั่วไปกับเงินดิจิทัล

สำหรับเฟสที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ครอบคลุมผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาลประมาณ 36 ล้านคน รัฐบาลกำหนดให้รับเงินในรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น และต้องใช้จ่ายภายในเขตอำเภอที่กำหนด การบังคับใช้รูปแบบดิจิทัลในกลุ่มนี้สอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยการปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 15 กันยายน 2567 และเริ่มจ่ายเงินในช่วงต้นปี 2568 นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของเฟสนี้ยังมีการให้โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้สูงอายุที่อาจตกหล่นจากเฟสแรก โดยกำหนดให้ผูกบัญชี PromptPay ภายในเดือนเมษายน 2568 เพื่อรับเงิน 10,000 บาท

เกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์: รายได้และเงินฝาก

เพื่อให้นโยบายนี้เป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดและไม่ใช้งบประมาณเกินความจำเป็น รัฐบาลได้กำหนดเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน หรือ มีเงินฝากในบัญชีธนาคารรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท เกณฑ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกเว้นกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งมีความสามารถในการใช้จ่ายอยู่แล้ว และมุ่งเน้นการช่วยเหลือไปยังกลุ่มคนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะของตนเองผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งจะแสดงผลเป็นขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่มีสิทธิ์, รอดำเนินการ, อยู่ระหว่างการตรวจสอบ, ไปจนถึงไม่มีสิทธิ์

ประเด็นถกเถียง: ทำไมต้องเป็นเงินดิจิทัล ไม่ใช่เงินสด?

การตัดสินใจของรัฐบาลที่กำหนดให้การจ่ายเงินในเฟสที่สองเป็นรูปแบบดิจิทัลโดยเฉพาะ ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงเหตุผลและความเหมาะสมเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายการบรรเทาทุกข์ระยะสั้นกับวิสัยทัศน์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

จุดยืนของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลหลายท่านได้ออกมายืนยันถึงความจำเป็นในการใช้วิธีการแบบดิจิทัลสำหรับประชาชนกลุ่มใหญ่ โดยให้เหตุผลว่าการจ่ายเงินสดในเฟสแรกสำหรับกลุ่มเปราะบางนั้นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเฟสที่สองซึ่งครอบคลุมประชากรจำนวนมาก การบังคับใช้รูปแบบดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เชิงนโยบายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการสร้างและต่อยอดระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

เฟสที่สองไม่สามารถเป็นเงินสดได้… ต้องบรรลุวัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

คำกล่าวนี้สะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนว่ารัฐบาลมองว่าโครงการนี้เป็นมากกว่าแค่การแจกเงิน แต่เป็นโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินกลางที่ยั่งยืน และส่งเสริมให้ประชาชนและร้านค้าปรับตัวเข้าสู่การทำธุรกรรมแบบดิจิทัล ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

มุมมองจากฝ่ายวิจารณ์และสถาบันวิจัย

ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของโครงการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้แสดงความเห็นว่านโยบายนี้อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ขณะที่ฝ่ายค้าน เช่น พรรคก้าวไกล ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องหลายประการ โดยระบุว่าโครงการมีผลกระทบที่จำกัดและมีการกำหนดเป้าหมายที่ไม่ดีพอ อย่างไรก็ตาม สื่อบางสำนักอย่าง Thai PBS ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของวิธีการแบบดิจิทัล โดยระบุว่าการใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมและติดตามการใช้จ่ายได้ดีกว่าการแจกเงินสด ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ง่ายกว่า

จาก “การแจก” สู่ “การออม”: ความจริงเบื้องหลังแนวคิด Digital Wallet 2.0

แม้ว่าหัวข้อ “Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน” จะเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความต้องการของสังคมในการเห็นนโยบายที่สร้างความยั่งยืนทางการเงิน แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่มีอยู่กลับให้ภาพที่แตกต่างออกไป

การตีความนโยบายและข้อเท็จจริง

จากการรวบรวมข้อมูลและคำประกาศอย่างเป็นทางการทั้งหมดจนถึงต้นปี 2569 ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าโครงการ Digital Wallet 10,000 บาท มีองค์ประกอบหรือเป้าหมายในการสอนทักษะการออมหรือการลงทุนให้กับประชาชนโดยตรง วัตถุประสงค์ที่ถูกสื่อสารออกมาอย่างสม่ำเสมอและชัดเจนคือการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายในระยะสั้น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น แนวคิดเรื่อง “Digital Wallet 2.0” ที่เน้นการออมจึงอาจเป็นความคาดหวังของสังคม หรือเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับอนาคต มากกว่าที่จะเป็นคุณสมบัติของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนั้น ข้อสรุปในปัจจุบันคือ นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “การใช้จ่าย” ไม่ใช่ “การออม”

คำแนะนำจากสถาบันการเงิน: การใช้เงินอย่างชาญฉลาด

แม้ตัวโครงการจะไม่ได้สอนการออมโดยตรง แต่สถาบันการเงินต่างๆ ได้ออกมาให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการใช้เงิน 10,000 บาทที่ได้รับมาอย่างชาญฉลาดที่สุด ตัวอย่างเช่น ฝ่ายวางแผนการเงินของธนาคารกสิกรไทย (K-Wealth) ได้แนะนำว่า ผู้ที่ได้รับเงินควรจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย โดยควรนำเงินไปชำระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน ก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีภาระทางการเงินอยู่แล้ว คำแนะนำเหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบเสริมที่ช่วยส่งเสริมความรู้ทางการเงินทางอ้อม แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกโครงสร้างของนโยบาย ไม่ใช่ฟังก์ชันที่ถูกออกแบบมาพร้อมกับตัวโครงการ

บทสรุป: มรดกของโครงการ Digital Wallet และก้าวต่อไป

โดยสรุป โครงการ Digital Wallet 10,000 บาท ที่ดำเนินการในช่วงปี 2567-2568 เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มุ่งเน้นการเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและเร่งการปรับตัวเข้าสู่สังคมดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โครงการมีการแบ่งเฟสและกำหนดเกณฑ์ผู้รับสิทธิ์ที่ชัดเจนเพื่อพุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรที่ต้องการความช่วยเหลือ และเพื่อผลักดันเป้าหมายเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน ยังคงเป็นเพียงแนวคิดในเชิงอุดมคติมากกว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว จากข้อมูลทั้งหมดไม่พบว่าโครงการมีกลไกในการส่งเสริมการออมหรือให้ความรู้ทางการเงินโดยตรง มรดกที่แท้จริงของโครงการนี้จึงอยู่ที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น และบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัลของประเทศ มากกว่าการสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชนในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจ นโยบายภาครัฐ และกลยุทธ์การวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ทันสมัย สามารถ อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่ RANKING5 แหล่งรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อก้าวทันโลกการเงินและการลงทุน

About the Author

LnW Loon

Administrator

View All Posts

Post navigation

Previous: ศิลปิน NFT ไทย รวยข้ามคืนด้วย Soft Power จริงหรือ?

Related News

ai-tax-planning-apps-thailand-featured
  • บทความ

AI วางแผนภาษี: แอปฯ ใหม่ที่คนไทยต้องรู้ก่อนสิ้นปี 2026

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
ai-retirement-planning-thailand-featured
  • บทความ

AI จัดพอร์ตเกษียณส่วนตัว ช่วยคนไทยวัยกลางคนรอด

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
ai-tutor-thai-education-future-featured
  • บทความ

AI ติวเตอร์: อนาคตการศึกษาไทย 2569 เด็กเก่งขึ้นจริงหรือ?

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026

Recent Posts

  • Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน
  • ศิลปิน NFT ไทย รวยข้ามคืนด้วย Soft Power จริงหรือ?
  • AI วางแผนภาษี: แอปฯ ใหม่ที่คนไทยต้องรู้ก่อนสิ้นปี 2026
  • AI จัดพอร์ตเกษียณส่วนตัว ช่วยคนไทยวัยกลางคนรอด
  • AI ติวเตอร์: อนาคตการศึกษาไทย 2569 เด็กเก่งขึ้นจริงหรือ?

Archives

  • พฤษภาคม 2026
  • เมษายน 2026
  • มีนาคม 2026
  • กุมภาพันธ์ 2026
  • มกราคม 2026
  • ธันวาคม 2025
  • พฤศจิกายน 2025
  • ตุลาคม 2025
  • กันยายน 2025
  • สิงหาคม 2025
  • กรกฎาคม 2025
  • มิถุนายน 2025
  • พฤษภาคม 2025
  • เมษายน 2025

Categories

  • กีฬา
  • บทความ
  • พลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม
  • สุขภาพและการแพทย์
  • เกมส์
  • เทคโนโลยี & นวัตกรรม

You may have missed

digital-wallet-2-0-investment-policy-featured
  • บทความ

Digital Wallet 2.0 ไม่ได้แค่แจก แต่สอนให้คนไทยออมเงิน

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
thai-nft-artists-soft-power-featured
  • พลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม

ศิลปิน NFT ไทย รวยข้ามคืนด้วย Soft Power จริงหรือ?

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
ai-tax-planning-apps-thailand-featured
  • บทความ

AI วางแผนภาษี: แอปฯ ใหม่ที่คนไทยต้องรู้ก่อนสิ้นปี 2026

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
ai-retirement-planning-thailand-featured
  • บทความ

AI จัดพอร์ตเกษียณส่วนตัว ช่วยคนไทยวัยกลางคนรอด

LnW Loon 11 พฤษภาคม 2026
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
Copyright © All rights reserved. | MoreNews by AF themes.