เงินบาทดิจิทัล 2.0 เขย่า SME ไทย ค้าขายอาเซียนง่ายขึ้น
- ภาพรวมของเงินบาทดิจิทัลและผลกระทบต่อ SME
- เจาะลึก: เงินบาทดิจิทัล 2.0 เขย่า SME ไทย ค้าขายอาเซียนง่ายขึ้น
- ความหมายและสถานะปัจจุบันของเงินบาทดิจิทัล (CBDC)
- แนวคิด “เงินบาทดิจิทัล 2.0” และผลกระทบเชิงลึกต่อ SME
- ปลดล็อกศักยภาพการค้าอาเซียนด้วยระบบชำระเงินข้ามพรมแดน
- เงื่อนไขและความท้าทายบนเส้นทางสู่การใช้งานจริง
- บทสรุปและทิศทางสำหรับผู้ประกอบการไทย
การพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองคือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งสำหรับประเทศไทยคือ “เงินบาทดิจิทัล” แนวคิดการพัฒนาสู่เฟส 2.0 ได้จุดประกายความคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน
ภาพรวมของเงินบาทดิจิทัลและผลกระทบต่อ SME

- ลดต้นทุนและเพิ่มความเร็ว: เงินบาทดิจิทัลมีศักยภาพในการลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและเร่งกระบวนการชำระเงินทั้งในและระหว่างประเทศ ทำให้ SME มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น
- เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน: ข้อมูลธุรกรรมดิจิทัลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินสินเชื่อ ช่วยให้ SME ที่มีประวัติการเงินดีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
- เชื่อมโยงการค้าอาเซียน: การพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน CBDC จะช่วยลดความซับซ้อน ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และระยะเวลาในการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน
- บูรณาการกับระบบธุรกิจ: เงินบาทดิจิทัลสามารถออกแบบให้เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านของธุรกิจ เช่น ระบบบัญชี, ERP และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างกระบวนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ
เจาะลึก: เงินบาทดิจิทัล 2.0 เขย่า SME ไทย ค้าขายอาเซียนง่ายขึ้น
แนวคิดเรื่อง เงินบาทดิจิทัล 2.0 เขย่า SME ไทย ค้าขายอาเซียนง่ายขึ้น สะท้อนถึงวิสัยทัศน์การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศไปอีกขั้น โดยมุ่งเน้นการใช้งานที่กว้างขวางและเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางธุรกิจดิจิทัลอย่างลึกซึ้ง บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงความหมาย สถานะโครงการ ศักยภาพที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME และโอกาสใหม่ๆ ในการค้าข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจไทยสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
ภูมิทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัวและนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขัน การมาถึงของเงินบาทดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีการชำระเงินรูปแบบใหม่ แต่เป็นโอกาสในการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจให้คล่องตัว ลดต้นทุน และเปิดประตูสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย การทำความเข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่มองหาการเติบโตในระยะยาว
ความหมายและสถานะปัจจุบันของเงินบาทดิจิทัล (CBDC)
ก่อนจะไปถึงแนวคิด 2.0 การทำความเข้าใจพื้นฐานของเงินบาทดิจิทัล หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการและเป้าหมายในการพัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นิยามและเป้าหมายหลัก
เงินบาทดิจิทัล คือ สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางโดยตรง ทำให้มีสถานะเทียบเท่ากับเงินสด (ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์) ที่ ธปท. เป็นผู้ออกและรับรองตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าเงินบาทดิจิทัลสามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ รักษามูลค่า และเป็นหน่วยวัดทางบัญชีได้เหมือนเงินบาทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทุกประการ แต่จะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย การศึกษาและทดลอง Retail CBDC (สกุลเงินดิจิทัลสำหรับภาคประชาชนและธุรกิจ) มีวัตถุประสงค์หลักหลายประการ ได้แก่:
- ลดการพึ่งพาเงินสด: เพื่อลดต้นทุนในการจัดการเงินสด ทั้งการพิมพ์ การขนส่ง และการเก็บรักษา
- เพิ่มประสิทธิภาพระบบชำระเงิน: สร้างทางเลือกใหม่ในการชำระเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนต่ำ
- ส่งเสริมความปลอดภัย: ธุรกรรมผ่าน CBDC สามารถออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยลดปัญหาการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงิน
- ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน: เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้สะดวกและทั่วถึงยิ่งขึ้น
สถานะโครงการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่า โครงการพัฒนา CBDC ยังคงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและทดลอง (Pilot Test) ในวงจำกัด และยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่จะนำออกมาใช้งานจริงในวงกว้าง การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยมีการประเมินผลกระทบในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม บทบาทของสถาบันการเงินพาณิชย์ และพฤติกรรมทางการเงินของประชาชน
ที่ผ่านมา โครงการได้มุ่งเน้นไปที่การศึกษา Retail CBDC สำหรับภาคประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็ก โดยมีการทดสอบการใช้งานในสถานการณ์จำลอง เพื่อประเมินประสิทธิภาพในด้านความเร็ว ต้นทุน และความปลอดภัยของระบบ ซึ่งการสื่อสารในวงกว้างมักใช้คำว่า “บาทดิจิทัล” เพื่ออธิบายแนวคิดนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังที่เห็นจากการทดลองใช้งานในกลุ่มจำกัดตั้งแต่ช่วงปี 2022 เป็นต้นมา
แนวคิด “เงินบาทดิจิทัล 2.0” และผลกระทบเชิงลึกต่อ SME
คำว่า “เงินบาทดิจิทัล 2.0” อาจไม่ใช่คำศัพท์ที่เป็นทางการจากธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เป็นคำที่สะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาไปอีกขั้น ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของ “Digital 2.0” ในภาคธุรกิจ ที่หมายถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในเชิงลึกและเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่แค่การทำธุรกรรมออนไลน์แบบพื้นฐาน แต่เป็นการบูรณาการเข้ากับระบบจัดการข้อมูล ห่วงโซ่อุปทาน และกระบวนการทางธุรกิจอื่นๆ
การปรับตัวของ SME สู่ยุคดิจิทัล 2.0
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล 2.0 อยู่แล้ว จากผลสำรวจ SME ในปี 2568 พบว่ากว่า 80% ของกลุ่มตัวอย่างมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการตลาดและบริการ เช่น การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และช่องทางการชำระเงินดิจิทัล แรงผลักดันสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค การแข่งขันที่สูงขึ้น และความต้องการลดต้นทุนการดำเนินงาน
ธุรกิจในกลุ่มการค้า การผลิต และภาคบริการ เช่น ค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านอาหาร และโรงแรม เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มปรับตัวสู่ดิจิทัล 2.0 ได้เร็ว โดยเริ่มนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI, ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และแพลตฟอร์มการตลาดออนไลน์เข้ามาใช้มากขึ้น ดังนั้น หากเงินบาทดิจิทัลถูกออกแบบมาในลักษณะ 2.0 ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบเหล่านี้ได้ ก็จะสอดรับกับทิศทางการพัฒนาของภาคธุรกิจ SME ได้เป็นอย่างดี
ศักยภาพ 4 ด้านที่จะพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ
หากเงินบาทดิจิทัล 2.0 เกิดขึ้นจริง โดยอ้างอิงจากกรอบการพัฒนา CBDC และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับ SME ได้ใน 4 ด้านหลัก ดังนี้:
- ลดต้นทุนและเร่งเงินหมุนเวียน: หนึ่งในเป้าหมายหลักของ CBDC คือการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชำระเงิน สำหรับ SME นี่หมายถึงค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่อาจต่ำลงเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น และที่สำคัญคือการรับชำระเงินที่เกิดขึ้นได้เกือบจะทันที (Near Real-time) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและทำให้การบริหารกระแสเงินสดทำได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ปลดล็อกการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงิน: เมื่อ SME ทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลการซื้อขายจะถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ หากเงินบาทดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อกับระบบประเมินเครดิต (Credit Scoring) ของสถาบันการเงินได้ ข้อมูลการรับ-จ่ายที่โปร่งใสเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ SME ที่มีวินัยทางการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่พยายามส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
- เชื่อมต่อกับระบบจัดการธุรกิจและแพลตฟอร์มดิจิทัล: แนวคิด 2.0 คือการบูรณาการที่ไร้รอยต่อ หากเงินบาทดิจิทัลสามารถเชื่อมต่อผ่าน API กับซอฟต์แวร์ที่ SME ใช้งานอยู่ เช่น ระบบบัญชี, ระบบ POS (Point of Sale), หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ กระบวนการตั้งแต่การออกใบแจ้งหนี้ รับชำระเงิน บันทึกบัญชี ไปจนถึงการคำนวณภาษีจะกลายเป็นอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานเอกสาร ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมหาศาล
- สร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ: ธุรกรรมผ่าน CBDC ถูกออกแบบมาให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการฉ้อโกง สำหรับ SME ที่ต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ความโปร่งใสของข้อมูลการชำระเงินนี้จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า แพลตฟอร์มการค้า และสถาบันการเงินในต่างประเทศ
ปลดล็อกศักยภาพการค้าอาเซียนด้วยระบบชำระเงินข้ามพรมแดน
การเชื่อมโยงแนวคิดเงินบาทดิจิทัลเข้ากับการค้าในอาเซียนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคที่กำลังผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มการเติบโตของการค้าดิจิทัลในภูมิภาค
ปัจจุบัน ประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนกำลังส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงระบบ QR Payment ระหว่างประเทศ การเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนผลักดันให้ผู้ประกอบการ SME ไทยต้องปรับตัวเพื่อรองรับการชำระเงินจากลูกค้าต่างชาติมากขึ้น นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐเองก็มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ
บทบาทของเงินบาทดิจิทัลในการลดอุปสรรคทางการค้า
ในระดับสากล แนวคิดการใช้ CBDC เพื่อการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-border CBDC) กำลังถูกศึกษาอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างระบบที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และโปร่งใสกว่าเดิม หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเงินบาทดิจิทัลและเชื่อมต่อกับโครงข่าย CBDC ของประเทศอื่นในอาเซียน จะเกิดประโยชน์ต่อ SME ดังนี้:
การพัฒนาระบบ CBDC ข้ามพรมแดนสามารถออกแบบให้เงินเดินทางจากกระเป๋าดิจิทัลของลูกค้าต่างประเทศมาถึง SME ไทยแบบเกือบทันที ด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
- ลดต้นทุนและระยะเวลาในการรับเงิน: ปัจจุบัน การรับเงินจากลูกค้าต่างชาติผ่านบัตรเครดิตหรือการโอนเงินระหว่างประเทศมักมีค่าธรรมเนียมสูงและใช้เวลาหลายวันกว่าเงินจะเข้าบัญชี ระบบ CBDC ที่เชื่อมต่อกันจะช่วยลดขั้นตอนและตัวกลาง ทำให้การชำระเงินเกิดขึ้นได้เร็วและมีค่าใช้จ่ายน้อยลง
- ลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk): โครงข่าย CBDC ระหว่างประเทศอาจช่วยให้การแลกเปลี่ยนสกุลเงินทำได้โดยตรงระหว่างธนาคารกลาง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นตัวกลางเสมอไป ซึ่งจะช่วยลดค่าธรรมเนียมและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน SME ไทยสามารถรับชำระเป็นเงินบาทดิจิทัลได้โดยตรง ในขณะที่ลูกค้าชำระด้วยสกุลเงินของตนเองผ่านระบบหลังบ้าน
- บูรณาการกับแพลตฟอร์มการค้าและโลจิสติกส์: หากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและผู้ให้บริการโลจิสติกส์รองรับการชำระเงินด้วยเงินบาทดิจิทัล จะทำให้กระบวนการตั้งแต่การสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่งสินค้า ไปจนถึงการจัดการเอกสารศุลกากรสามารถเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวได้ ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ที่ไม่มีทีมงานขนาดใหญ่สามารถบริหารจัดการการค้าข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เงื่อนไขและความท้าทายบนเส้นทางสู่การใช้งานจริง
แม้ว่าศักยภาพของเงินบาทดิจิทัล 2.0 จะมีสูงมาก แต่การจะทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริงและเป็นประโยชน์ต่อ SME ในวงกว้างยังคงต้องเผชิญกับเงื่อนไขและความท้าทายหลายประการ
อุปสรรคฝั่งผู้ประกอบการและแนวทางสนับสนุน
ผลสำรวจ SME ไทยในปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องแก้ไขหากต้องการให้ SME ได้รับประโยชน์จากเงินบาทดิจิทัลอย่างเต็มที่ ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อลดช่องว่างและสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ
| อุปสรรคด้านดิจิทัลของ SME | แนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ |
|---|---|
| งบประมาณจำกัด | โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital Transformation Fund และ Mini Transformation Voucher ของ depa ที่ให้ทุนสนับสนุนสูงสุด 60-100% |
| ความยุ่งยากในการใช้งาน | การออกแบบเงินบาทดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องต้องใช้งานง่าย ไม่สร้างภาระการเรียนรู้ใหม่ และมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ |
| ขาดบุคลากรที่มีทักษะ | โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจาก SME D Bank ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินทุนไปพัฒนาธุรกิจและยกระดับทักษะบุคลากร |
ปัจจัยเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน
ในระดับมหภาค การนำเงินบาทดิจิทัลมาใช้จำเป็นต้องอาศัยการวางรากฐานที่มั่นคง ธปท. ยังคงย้ำถึงความจำเป็นในการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะประเด็นเสถียรภาพของระบบการเงิน เช่น การออกแบบระบบต้องไม่ทำให้ประชาชนแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์มาถือ CBDC มากจนเกินไป นอกจากนี้ สำหรับการค้าข้ามพรมแดน ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางของแต่ละประเทศในอาเซียน เพื่อสร้างมาตรฐานทางเทคโนโลยีและกฎระเบียบกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน
ความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
อีกหนึ่งความท้าทายคือการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง “เงินบาทดิจิทัล (CBDC)” ซึ่งออกโดยธนาคารกลางและมีสถานะเป็นเงินตามกฎหมาย กับ “สินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ “เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money)” ประเภทอื่นๆ ที่ออกโดยภาคเอกชน เช่น e-Wallet, Stablecoin หรือ Cryptocurrency หากการสื่อสารไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความสับสน ลังเลที่จะใช้งาน และไม่สามารถดึงศักยภาพของเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเต็มที่
บทสรุปและทิศทางสำหรับผู้ประกอบการไทย
ทิศทางของประเทศไทยกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แนวคิด เงินบาทดิจิทัล 2.0 คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ดังกล่าว ที่ไม่ได้มองแค่การสร้างสกุลเงินดิจิทัล แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการเงินใหม่ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล
สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย แม้ว่าเงินบาทดิจิทัลจะยังอยู่ในขั้นศึกษา แต่ทิศทางที่ชัดเจนคือการผลักดันให้ธุรกิจนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้มากขึ้น การเตรียมความพร้อมโดยเริ่มจากการปรับใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน การนำซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยจัดการธุรกิจ และการศึกษาตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ได้ในอนาคต เงินบาทดิจิทัลมีศักยภาพสูงที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง เปิดโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ และทำให้การค้าขายกับอาเซียนเป็นเรื่องง่ายและโปร่งใสขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การติดตามความคืบหน้าของโครงการและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงแค่ก้าวทันโลก แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป อ่านบทความเพิ่มเติม
