Skip to content
Ranking5

Ranking5

Ranking5

Primary Menu
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
  • Home
  • บทความ
  • “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” เริ่มใช้? สรรพากรแจงแล้ว
  • บทความ

“ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” เริ่มใช้? สรรพากรแจงแล้ว

"ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล" เริ่มใช้จริงไหม? สรรพากรแจงชัด! ไม่มีภาษีใหม่เฉพาะ e-wallet แต่รายได้/กำไรจากคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัลในวอลเล็ตยังต้องเสียภาษีเงินได้เดิมเสมอ รวมถึงกำไรจากต่างประเทศที่นำเข้าไทยปี 2567 ทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนยื่นภาษี.
LnW Loon 16 มิถุนายน 2026 1 minute read
digital-wallet-tax-thailand-2026-featured

“ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” เริ่มใช้? สรรพากรแจงแล้ว

สารบัญ

  • ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล”
  • กฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

    • ประมวลรัษฎากรและ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล
    • ประเภทของภาษีที่ต้องพิจารณา
  • สาเหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “ภาษีเริ่มใช้แล้ว”

    • การปรับเกณฑ์ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ
    • การชี้แจงแนวทางที่ชัดเจนขึ้นจากกรมสรรพากร
  • เงื่อนไขและช่วงเวลาที่ต้องเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล

    • เหตุการณ์ที่ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน”
    • หลักการรับรู้รายได้ทางภาษี
  • แนวทางการคำนวณกำไร-ขาดทุนเพื่อยื่นภาษี

    • สูตรการคำนวณและวิธีคิดต้นทุน
    • การหักลบผลขาดทุน
  • บทสรุปสถานะล่าสุดของภาษีที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าเงินดิจิทัล

ประเด็นเรื่อง “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ใช้งาน e-Wallet ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในเรื่องนี้ยังคงมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก บทความนี้จะชี้แจงข้อเท็จจริงตามแนวทางของกรมสรรพากร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับรายได้และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระเป๋าเงินดิจิทัล

ประเด็นสำคัญที่ต้องทราบ

  • ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายภาษีใหม่ที่เรียกว่า “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” โดยเฉพาะ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายภาษีเงินได้ที่มีอยู่เดิมกับผลกำไรที่เกิดจากสินทรัพย์ดิจิทัล
  • กำไรที่เกิดจากการขาย, แลกเปลี่ยน, หรือใช้จ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลในกระเป๋าเงินคริปโต (Crypto Wallet) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • กรมสรรพากรไม่ได้เก็บภาษีจากยอดเงินคงเหลือในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ทั่วไป เช่น TrueMoney Wallet แต่รายได้ที่รับผ่านช่องทางเหล่านี้ยังคงต้องเสียภาษีตามประเภทของเงินได้นั้นๆ
  • มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีสำหรับเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป และมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
  • มีมาตรการผ่อนปรนทางภาษีบางประการสำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เช่น การยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

กระแสข่าวเกี่ยวกับ “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” สร้างความสับสนและคำถามมากมายว่ากฎเกณฑ์ใหม่นี้จะเริ่มใช้เมื่อใดและมีผลกระทบต่อใครบ้าง ข้อเท็จจริงคือ กรมสรรพากรยังไม่ได้ออกมาตรการภาษีประเภทใหม่สำหรับกระเป๋าเงินดิจิทัลโดยตรง แต่เป็นการยืนยันและชี้แจงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายภาษีเงินได้ที่มีอยู่เดิมให้ครอบคลุมถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมักถูกเก็บรักษาไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลประเภทต่างๆ การทำความเข้าใจหลักการนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้มีเงินได้จากช่องทางดังกล่าว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง

ความสำคัญของเรื่องนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศ และการเผยแพร่ข้อมูลแนวปฏิบัติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจากกรมสรรพากร ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนักลงทุนรายย่อย, ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่รับชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล, และผู้ใช้งานทั่วไป จำเป็นต้องศึกษาและปรับตัวให้เข้ากับแนวทางภาษีปัจจุบัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล”

คำว่า “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” ที่ถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์และข่าวสารต่างๆ มักหมายถึงแนวคิดการเก็บภาษีใน 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความสับสน:

  1. การเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลใน Crypto Wallet: รูปแบบนี้หมายถึงการนำกำไรหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัล ที่เก็บอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (เช่น MetaMask, Binance, Bitkub) มาคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ซึ่งเป็นแนวทางที่กรมสรรพากรกำลังบังคับใช้อยู่ตามกฎหมายปัจจุบัน
  2. การเก็บภาษีจากยอดเงินใน e-Wallet ทั่วไป: รูปแบบนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยหลายคนกังวลว่าจะมีการเก็บภาษีโดยตรงจากยอดเงินคงเหลือ หรือยอดการรับ-โอนเงินในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น PromptPay, TrueMoney Wallet) ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่มีกฎหมายภาษีในลักษณะดังกล่าว

หลักการสำคัญที่กรมสรรพากรยึดถือคือ การพิจารณาจากลักษณะของ “เงินได้” ไม่ใช่ช่องทางการรับเงิน หมายความว่า ไม่ว่ารายได้จะถูกรับผ่านบัญชีธนาคาร, e-Wallet, หรือ Crypto Wallet หากเข้าข่ายเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร ก็ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามปกติ

ดังนั้น สิ่งที่มีผลบังคับใช้จริงในปัจจุบันคือ ภาษีจากกำไรหรือผลประโยชน์ของสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่ใช่ภาษีที่จัดเก็บจากการถือครองกระเป๋าเงินหรือยอดเงินคงค้างในแอปพลิเคชันแต่อย่างใด

ตารางเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างกระเป๋าเงินคริปโตและ e-Wallet ทั่วไป
ลักษณะ กระเป๋าเงินคริปโต (Crypto Wallet) กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet)
สิ่งที่ถูกเก็บภาษี กำไรจากการขาย/แลกเปลี่ยน/ใช้จ่ายสินทรัพย์ดิจิทัล รายได้ที่รับเข้ามา (เช่น ค่าขายของ, ค่าบริการ, เงินเดือน)
สิ่งที่ไม่ถูกเก็บภาษีโดยตรง การถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่ยังไม่ขาย (Unrealized Gain) ยอดเงินคงเหลือในกระเป๋า (Balance)
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ, ประมวลรัษฎากร (ม.40(4), 40(8)) ประมวลรัษฎากร (ตามประเภทของเงินได้)
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดภาระภาษี กำไร 50,000 บาท จากการขาย Bitcoin รับเงินค่าสินค้า 50,000 บาท ผ่าน TrueMoney Wallet

กฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

การจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยมีรากฐานมาจากกฎหมายที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยมีกฎหมายหลักสองฉบับเป็นกรอบในการกำกับดูแลและจัดเก็บภาษี

ประมวลรัษฎากรและ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล

พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และการแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่กำหนดให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมีภาระทางภาษี โดยกรมสรรพากรถือว่าสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และโทเคนดิจิทัล (Digital Token) เป็น “ทรัพย์สิน” ไม่ใช่ “เงินตรา” ตามคำนิยามของกฎหมายภาษี ดังนั้น ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการถือครองหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านี้จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมิน

รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลถูกจัดประเภทไว้ในประมวลรัษฎากรดังนี้:

  • มาตรา 40(4): เงินได้จากผลประโยชน์หรือส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากโทเคนดิจิทัล
  • มาตรา 40(8): เงินได้ประเภทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกำไรจากการขาย, แลกเปลี่ยน, โอนคริปโทเคอร์เรนซี หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการขุด (Mining)

ประเภทของภาษีที่ต้องพิจารณา

เมื่อมีรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลเกิดขึ้น จะมีภาษีที่เกี่ยวข้องหลักๆ 3 ประเภท:

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: กำไรที่เกิดขึ้นจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5% ถึง 35%
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%: เดิมทีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(4) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการผ่อนปรนสำหรับธุรกรรมที่ทำผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. โดยยังไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากความซับซ้อนในการระบุตัวผู้รับเงินและจำนวนเงิน
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): มีการยกเว้น VAT สำหรับธุรกรรมการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินการผ่านศูนย์ซื้อขายที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาของอุตสาหกรรม

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “ภาษีเริ่มใช้แล้ว”

ข่าวพาดหัวในลักษณะ “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัลเริ่มใช้” เกิดขึ้นจากพัฒนาการสำคัญหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการตีความและบังคับใช้กฎหมายภาษีในช่วงที่ผ่านมา

การปรับเกณฑ์ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการปรับหลักเกณฑ์การเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศ เดิมทีการเสียภาษีขึ้นอยู่กับว่าเงินได้นั้นถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่เกิดรายได้หรือไม่ แต่หลักเกณฑ์ใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้กับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป กำหนดว่า หากมีการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่นำเข้านั้น

หลักเกณฑ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนที่เทรดคริปโทเคอร์เรนซีผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศและเก็บกำไรไว้ใน Wallet นอกประเทศ เมื่อพวกเขานำกำไรนั้นกลับเข้ามาในไทย ก็จะต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวในเชิงว่ากฎหมายภาษีคริปโตเริ่มเข้มงวดขึ้น และทำให้เกิดความเข้าใจผิดลุกลามไปถึงเรื่อง “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” โดยรวม

การชี้แจงแนวทางที่ชัดเจนขึ้นจากกรมสรรพากร

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้ให้ข้อมูลและชี้แจงแนวปฏิบัติทางภาษีเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถาบันการเงินและบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีได้สรุปและเผยแพร่คู่มือที่เข้าใจง่าย ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกกระจายออกไปในวงกว้าง พร้อมกับการใช้คำว่า “เงินดิจิทัล” และ “กระเป๋าเงินดิจิทัล” ซึ่งส่งผลให้สาธารณชนรับรู้ว่ามีการดำเนินการทางภาษีที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ถูกเผยแพร่ออกมาและสร้างความตื่นตัว ได้แก่:

  • การขาย, แลกเปลี่ยน, หรือใช้จ่ายคริปโทฯ ถือเป็นการ “จำหน่ายทรัพย์สิน” ซึ่งหากมีกำไรเกิดขึ้น จะต้องนำส่วนต่างนั้นมาเสียภาษี
  • กำไรถือเป็น “เงินได้” ที่เกิดขึ้นแล้ว ณ เวลาที่ทำธุรกรรมสำเร็จ แม้ว่าเงินนั้นจะยังคงอยู่ในรูปแบบของเหรียญดิจิทัลและยังไม่ได้ถูกถอนออกมาเป็นเงินบาทก็ตาม

คำอธิบายเหล่านี้ทำให้เกิดการตีความว่า แม้แต่การดำเนินการภายในกระเป๋าเงินดิจิทัลก็มีผลทางภาษี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ถูกนำไปพาดหัวในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดว่ามีภาษีประเภทใหม่เกิดขึ้น

เงื่อนไขและช่วงเวลาที่ต้องเสียภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล

เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายภาษีได้อย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ใดบ้างที่ถือเป็นการเกิดเงินได้ และจะรับรู้รายได้นั้นเมื่อใด

เหตุการณ์ที่ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน”

ตามแนวทางของกรมสรรพากร ภาระภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้:

  • การขายเหรียญเป็นเงินบาทหรือเงินตราอื่น: เมื่อมีการขายสินทรัพย์ดิจิทัลและได้รับเงินสดกลับมา ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนถือเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี
  • การแลกเปลี่ยนเหรียญกับเหรียญอื่น: การนำเหรียญหนึ่งไปแลกเป็นอีกเหรียญหนึ่ง (เช่น BTC แลกเป็น ETH) ถือเป็นการจำหน่ายเหรียญแรก ณ วันที่แลกเปลี่ยน จะต้องมีการตีมูลค่าเป็นเงินบาทเพื่อคำนวณกำไรหรือขาดทุน
  • การใช้เหรียญจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ: การกระทำนี้มีสถานะเทียบเท่ากับการขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อนำเงินไปซื้อสินค้า/บริการ
  • การได้รับเหรียญจากการขุด (Mining), Staking, Airdrop: เหรียญที่ได้รับมาเหล่านี้อาจยังไม่มีต้นทุน แต่เมื่อถูกนำไปจำหน่าย, แลกเปลี่ยน, หรือโอน ย่อมเกิดเป็นเงินได้ตามมูลค่า ณ เวลานั้น ซึ่งเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(8)

หลักการรับรู้รายได้ทางภาษี

แนวคิดสำคัญที่กรมสรรพากรใช้คือ “เกณฑ์เงินได้เกิดขึ้นเมื่อใด ให้ถือเป็นเงินได้เมื่อนั้น” หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินดิจิทัลเข้าสู่บัญชีธนาคาร

ตัวอย่างเช่น หากมีการขายคริปโทเคอร์เรนซีในกระเป๋าแล้วเกิดกำไร แม้ว่ากำไรนั้นจะยังอยู่ในรูปแบบของ Stablecoin หรือเงินบาทที่ค้างอยู่ในแพลตฟอร์ม ก็ถือว่าเป็นเงินได้ที่เกิดขึ้นแล้วในทางภาษี และต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับปีภาษีนั้นๆ

แนวทางการคำนวณกำไร-ขาดทุนเพื่อยื่นภาษี

การคำนวณกำไร-ขาดทุนอย่างถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการยื่นภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนกำหนดไว้

สูตรการคำนวณและวิธีคิดต้นทุน

กำไรทางภาษีคำนวณจากสูตร: กำไร = มูลค่าที่ได้รับจากการขาย/แลกเปลี่ยน – ต้นทุนที่แท้จริง

สำหรับวิธีการคำนวณต้นทุน กรมสรรพากรอนุญาตให้เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งระหว่าง:

  • วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (FIFO – First-In, First-Out): สันนิษฐานว่าเหรียญที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกไปก่อน
  • วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost): คำนวณต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญทั้งหมดที่มีอยู่ทุกครั้งที่มีการซื้อเพิ่ม

เมื่อเลือกใช้วิธีใดแล้ว จะต้องใช้วิธีนั้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีภาษีเพื่อความเป็นมาตรฐานในการคำนวณ

การหักลบผลขาดทุน

ข่าวดีสำหรับนักลงทุนคือ ผลขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถนำมาหักลบกับกำไรที่เกิดขึ้นในปีภาษีเดียวกันได้ อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญว่าธุรกรรมทั้งฝั่งกำไรและขาดทุนจะต้องเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาหักกลบกันได้

เมื่อคำนวณกำไรสุทธิจากสินทรัพย์ดิจิทัลได้แล้ว จะต้องนำยอดดังกล่าวไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่นๆ และยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ

บทสรุปสถานะล่าสุดของภาษีที่เกี่ยวข้องกับกระเป๋าเงินดิจิทัล

โดยสรุปแล้ว สถานะของ “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” ณ ปัจจุบัน สามารถอธิบายได้ดังนี้:

  • ไม่มีภาษีประเภทใหม่: ยังไม่มีการออกกฎหมายภาษีใหม่ที่ชื่อว่า “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” และไม่มีการเก็บภาษีจากยอดเงินคงเหลือใน e-Wallet โดยตรง
  • การบังคับใช้กฎหมายเดิม: สิ่งที่เกิดขึ้นคือการบังคับใช้ประมวลรัษฎากรที่มีอยู่เดิมกับ “สินทรัพย์ดิจิทัล” ซึ่งถูกมองว่าเป็นทรัพย์สินที่สร้างเงินได้ เมื่อมีการขาย, แลกเปลี่ยน, หรือใช้จ่ายจนเกิดกำไร จะต้องนำกำไรนั้นมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • จุดยืนของกรมสรรพากร: กรมสรรพากรได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าภาระภาษีขึ้นอยู่กับ “ลักษณะของเงินได้” ไม่ใช่ “ช่องทางการรับเงิน” ดังนั้น ไม่ว่าจะรับรายได้ผ่านช่องทางใด หากเป็นเงินได้พึงประเมินก็ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย
  • มาตรการผ่อนปรน: เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม ยังคงมีมาตรการผ่อนปรนสำหรับธุรกรรมที่ทำผ่าน Exchange ที่กำกับโดย ก.ล.ต. เช่น การยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% และการยกเว้น VAT

การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถวางแผนและจัดการภาระภาษีของตนเองที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐ

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารล่าสุดและบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเงินและเทรนด์การลงทุน สามารถ อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่ RANKING5 แหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้คุณก้าวทันโลกธุรกิจยุคใหม่

About the Author

LnW Loon

Administrator

View All Posts

Post navigation

Previous: เปิดตัว ‘Digital Pension’ แผนออมเพื่อเกษียณฟรีแลนซ์

Related News

digital-pension-freelance-thailand-featured
  • บทความ

เปิดตัว ‘Digital Pension’ แผนออมเพื่อเกษียณฟรีแลนซ์

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
hush-trip-new-vacation-trend-featured
  • บทความ

Hush-Trip: พักร้อนแบบเงียบ เทรนด์ใหม่คนทำงาน 2026

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
ai-debt-management-thailand-featured
  • บทความ

AI ช่วยปลดหนี้: เทรนด์ใหม่จัดการหนี้ครัวเรือนอยู่หมัด

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026

Recent Posts

  • “ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” เริ่มใช้? สรรพากรแจงแล้ว
  • เปิดตัว ‘Digital Pension’ แผนออมเพื่อเกษียณฟรีแลนซ์
  • Hush-Trip: พักร้อนแบบเงียบ เทรนด์ใหม่คนทำงาน 2026
  • AI ช่วยปลดหนี้: เทรนด์ใหม่จัดการหนี้ครัวเรือนอยู่หมัด
  • AI ช่วยปลดหนี้: เทรนด์ใหม่จัดการการเงินส่วนบุคคล 2026

Archives

  • มิถุนายน 2026
  • พฤษภาคม 2026
  • เมษายน 2026
  • มีนาคม 2026
  • กุมภาพันธ์ 2026
  • มกราคม 2026
  • ธันวาคม 2025
  • พฤศจิกายน 2025
  • ตุลาคม 2025
  • กันยายน 2025
  • สิงหาคม 2025
  • กรกฎาคม 2025
  • มิถุนายน 2025
  • พฤษภาคม 2025
  • เมษายน 2025

Categories

  • กีฬา
  • บทความ
  • พลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม
  • สุขภาพและการแพทย์
  • เกมส์
  • เทคโนโลยี & นวัตกรรม

You may have missed

digital-wallet-tax-thailand-2026-featured
  • บทความ

“ภาษีกระเป๋าเงินดิจิทัล” เริ่มใช้? สรรพากรแจงแล้ว

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
digital-pension-freelance-thailand-featured
  • บทความ

เปิดตัว ‘Digital Pension’ แผนออมเพื่อเกษียณฟรีแลนซ์

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
hush-trip-new-vacation-trend-featured
  • บทความ

Hush-Trip: พักร้อนแบบเงียบ เทรนด์ใหม่คนทำงาน 2026

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
ai-debt-management-thailand-featured
  • บทความ

AI ช่วยปลดหนี้: เทรนด์ใหม่จัดการหนี้ครัวเรือนอยู่หมัด

LnW Loon 16 มิถุนายน 2026
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
Copyright © All rights reserved. | MoreNews by AF themes.