Skip to content
Ranking5

Ranking5

Ranking5

Primary Menu
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
  • Home
  • บทความ
  • AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?
  • บทความ

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท จะยกระดับการรักษาให้ "รักษาทุกที่" ผ่านข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ เป็นผู้ช่วยแพทย์วินิจฉัย วางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ลดเวลารอคอย และบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส สู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ค้นพบประโยชน์ที่คุณจะได้รับได้เลย
LnW Loon 14 มิถุนายน 2026 1 minute read
ai-health-coach-30-baht-featured

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?

สารบัญ

  • ภาพรวมของ AI ในระบบสาธารณสุขไทย
  • AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง ในมุมมองประชาชน

    • เชื่อมโยงข้อมูลสู่ “การรักษาทุกที่”
    • โค้ชสุขภาพเชิงป้องกันและคัดกรองโรค
    • ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพบริการ
  • บทบาทเบื้องหลัง: AI ในฐานะโค้ชจัดการระบบและงบประมาณ

    • คาดการณ์ภาระโรคและจัดสรรงบประมาณอย่างแม่นยำ
    • บริหารฐานข้อมูลสุขภาพกลางเพื่อความต่อเนื่อง
    • กรณีศึกษา: ChartSum-AI ผู้ช่วยเบิกจ่ายในระบบบัตรทอง
  • AI: ผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาล
  • ประเด็นท้าทายและเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ
  • สรุปศักยภาพของ AI ในระบบบัตรทอง

แนวคิดเรื่อง AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง? กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะส่วนหนึ่งของนโยบายยกระดับระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเปลี่ยนผ่านจาก “30 บาทรักษาทุกโรค” ไปสู่ “30 บาทรักษาทุกที่” ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและเท่าเทียมยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • AI ในระบบบัตรทองถูกวางบทบาทเป็น “ผู้ช่วย” บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่การทำหน้าที่วินิจฉัยหรือรักษาโรคโดยตรง แต่เน้นการประมวลผลข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
  • สำหรับประชาชน AI จะช่วยให้สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกแห่งในเครือข่ายบัตรทอง โดยข้อมูลสุขภาพจะถูกเชื่อมโยงถึงกัน ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความต่อเนื่องในการรักษา
  • เบื้องหลังระบบ AI มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ภาระโรคและจัดสรรงบประมาณได้อย่างแม่นยำล่วงหน้า
  • เทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดภาระงานเอกสารและเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพการบริการโดยรวม
  • การนำ AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบยังคงมีความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ภาพรวมของ AI ในระบบสาธารณสุขไทย

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง? - ai-health-coach-30-baht

แนวคิดการนำ AI มาใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง 30 บาท เป็นส่วนหนึ่งของกรอบนโยบายปฏิรูประบบสาธารณสุข ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คำถามที่ว่า AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง? จึงไม่ได้หมายถึงแอปพลิเคชันที่เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดได้ในปัจจุบัน แต่เป็นทิศทางเชิงนโยบายที่ครอบคลุมการทำงานของ AI ในหลายมิติ ตั้งแต่การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบในภาพใหญ่

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการสร้างฐานข้อมูลสุขภาพกลาง (Centralized Health Data) ที่รวบรวมข้อมูลจากสถานพยาบาลทั่วประเทศไว้บนระบบคลาวด์ ทำให้ข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างราบรื่น โดยมี AI ทำหน้าที่วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลมหาศาลนี้ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อทั้งผู้ป่วย ผู้ให้บริการ และผู้บริหารนโยบาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Healthcare)

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง ในมุมมองประชาชน

แม้ว่าในเอกสารนโยบายจะไม่ได้ใช้คำว่า “AI โค้ชสุขภาพ” โดยตรง แต่ฟังก์ชันที่ออกแบบไว้มีลักษณะการทำงานที่ใกล้เคียงกับโค้ชสุขภาพดิจิทัล ซึ่งมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เชื่อมโยงข้อมูลสู่ “การรักษาทุกที่”

ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับประชาชนคือการทำให้แนวคิด “30 บาทรักษาทุกที่” เป็นจริงขึ้นมาได้ เมื่อข้อมูลสุขภาพทั้งหมด เช่น ประวัติการรักษา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ภาพถ่ายรังสี และประวัติการแพ้ยา ถูกจัดเก็บในระบบกลาง แพทย์ในโรงพยาบาลใดก็ได้ในเครือข่ายจะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ทันที

  • ลดความยุ่งยาก: ผู้ป่วยไม่ต้องพกพาแฟ้มประวัติหรือใบส่งตัว และไม่ต้องเริ่มต้นเล่าประวัติการเจ็บป่วยใหม่ทุกครั้งที่ย้ายสถานพยาบาล
  • ลดความซ้ำซ้อน: ช่วยลดการตรวจวินิจฉัยที่ไม่จำเป็น เช่น การตรวจเลือดหรือการเอกซเรย์ซ้ำซ้อน เนื่องจากผลการตรวจเดิมสามารถเข้าถึงได้จากระบบ
  • เพิ่มความปลอดภัย: ระบบ AI สามารถช่วยสรุปและเน้นข้อมูลสำคัญให้แพทย์เห็นได้รวดเร็วขึ้น เช่น โรคประจำตัว ยาที่แพ้ หรือประวัติการผ่าตัด ซึ่งช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น

โค้ชสุขภาพเชิงป้องกันและคัดกรองโรค

นโยบายดังกล่าวมุ่งใช้ AI เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการคัดกรองโรคและส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งเปรียบเสมือนการมีโค้ชสุขภาพส่วนตัวคอยให้คำแนะนำ โดย AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชาชนเพื่อ:

  • คัดกรองกลุ่มเสี่ยง: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพย้อนหลังเพื่อระบุผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และมะเร็ง พร้อมแจ้งเตือนให้เข้ารับการตรวจเพิ่มเติมหรือติดตามผลอย่างใกล้ชิด
  • สร้างโปรแกรมดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care): สำหรับผู้ที่เริ่มมีแนวโน้มจะเป็นโรคเรื้อรัง AI สามารถช่วยออกแบบโปรแกรมการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย หรือการนัดหมายเพื่อตรวจติดตามอาการ
  • ให้คำแนะนำผ่านช่องทางดิจิทัล: ในอนาคต อาจมีการพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันหรือช่องทางดิจิทัลที่ให้คำแนะนำสุขภาพรายวัน แจ้งเตือนการรับประทานยา หรือให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย โดยทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้แนวปฏิบัติของกระทรวงสาธารณสุข

แนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลในต่างประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านสุขภาพ ให้ข้อมูล อธิบายผลตรวจ และให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาแทนแพทย์

ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มประสิทธิภาพบริการ

AI จะเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการในโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ป่วยในการเข้ารับบริการ

  • การจัดลำดับความเร่งด่วน (Triage): ระบบ AI สามารถช่วยคัดกรองและจัดลำดับผู้ป่วยตามความเร่งด่วนของอาการจากข้อมูลที่บันทึกไว้ ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินได้รับการดูแลก่อน
  • ลดงานเอกสารของบุคลากร: AI ช่วยจัดการงานด้านเอกสารและข้อมูล ทำให้แพทย์และพยาบาลมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น
  • บริหารจัดการทรัพยากร: AI สามารถวิเคราะห์สถิติการใช้บริการเพื่อช่วยให้โรงพยาบาลวางแผนกำลังคนและจัดตารางคลินิกเฉพาะโรคได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความแออัดในระยะยาว

บทบาทเบื้องหลัง: AI ในฐานะโค้ชจัดการระบบและงบประมาณ

นอกเหนือจากบทบาทที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรงแล้ว AI ยังทำหน้าที่สำคัญในเบื้องหลัง เปรียบเสมือน “โค้ช” ที่ช่วยบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพและงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลต่อคุณภาพการรักษาที่ประชาชนได้รับ

คาดการณ์ภาระโรคและจัดสรรงบประมาณอย่างแม่นยำ

หนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญคือการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยทั่วประเทศเพื่อคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไตวาย มะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ ล่วงหน้าได้ถึง 24 เดือน ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณจากการคาดการณ์แบบเดิมไปสู่การตั้งงบประมาณที่อิงตามข้อมูลจริง (Evidence-based Budgeting) ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถจัดสรรงบประมาณไปยังแต่ละพื้นที่และโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ลดปัญหาการขาดสภาพคล่องของสถานพยาบาล

บริหารฐานข้อมูลสุขภาพกลางเพื่อความต่อเนื่อง

การสร้างฐานข้อมูลสุขภาพบนคลาวด์ที่เป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศเป็นหัวใจหลักของโครงการนี้ AI จะช่วยให้ข้อมูลมีความโปร่งใส สะท้อนการใช้ทรัพยากรจริง และทำให้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช. มีความถูกต้องแม่นยำ เมื่อข้อมูลไม่ตกหล่นและกระบวนการเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ โรงพยาบาลจะมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยต่อไป

กรณีศึกษา: ChartSum-AI ผู้ช่วยเบิกจ่ายในระบบบัตรทอง

แม้โครงการภาพรวมยังอยู่ในขั้นนโยบาย แต่มีตัวอย่างการใช้ AI ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในระบบบัตรทอง คือ แพลตฟอร์ม ChartSum-AI ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) เพื่อสรุปและตรวจสอบความถูกต้องของการลงรหัสโรค (ICD) และหัตถการ (DRG) โดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระงานเอกสารของบุคลากรทางการแพทย์ และที่สำคัญคือช่วยให้การเบิกจ่ายค่ารักษาจาก สปสช. มีความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ AI ในฐานะโค้ชด้านข้อมูลและการเงินให้กับสถานพยาบาลในระบบ

ตารางสรุปบทบาทของ AI ในโครงการบัตรทอง 30 บาท สำหรับกลุ่มผู้เกี่ยวข้องต่างๆ
บทบาทของ AI ประโยชน์สำหรับประชาชน ประโยชน์สำหรับแพทย์/โรงพยาบาล ประโยชน์สำหรับระบบ (สปสช.)
การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เข้ารับการรักษาได้ทุกที่โดยไม่ต้องเริ่มประวัติใหม่ ลดการตรวจซ้ำซ้อน เข้าถึงประวัติผู้ป่วยครบถ้วน รวดเร็ว ช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำและปลอดภัย มีฐานข้อมูลกลางสำหรับการวางแผนนโยบายและติดตามผล
การช่วยวินิจฉัยและคัดกรอง ได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ได้รับคำแนะนำการดูแลเชิงป้องกัน มีผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เสนอความเป็นไปได้ของโรค และติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ลดอัตราการป่วยด้วยโรคเรื้อรังในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบ
การบริหารจัดการและเบิกจ่าย ลดเวลารอคอยในโรงพยาบาล ได้รับบริการที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ลดภาระงานเอกสาร กระบวนการเบิกจ่ายถูกต้องและรวดเร็วขึ้น โรงพยาบาลมีสภาพคล่องดีขึ้น จัดสรรงบประมาณได้ตามภาระโรคจริง ลดการรั่วไหล และเพิ่มความโปร่งใสของระบบ

AI: ผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาล

ตามกรอบนโยบาย “รักษาดี อยู่ดี ตายดี: ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI” ได้ระบุบทบาทของ AI ในฝั่งผู้ให้บริการไว้อย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำว่า AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ผู้ทำการตัดสินใจแทนมนุษย์

  • ช่วยวิเคราะห์โรค: AI สามารถประมวลผลข้อมูลรอบด้านของผู้ป่วย ทั้งอาการ ผลเลือด ภาพถ่ายทางการแพทย์ และประวัติการรักษาในอดีต เพื่อเสนอรายการโรคที่มีความเป็นไปได้ พร้อมแนวทางการตรวจเพิ่มเติมหรือการรักษาเบื้องต้นให้แพทย์ใช้ประกอบการพิจารณา
  • ช่วยติดตามผู้ป่วยเรื้อรัง: AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อค้นหาสัญญาณความเสี่ยงที่อาการจะทรุดลง ช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาหรือนัดหมายผู้ป่วยเข้ามาดูแลได้อย่างทันท่วงที
  • ช่วยตรวจสอบการเบิกจ่าย: ระบบ AI สามารถตรวจสอบความสอดคล้องกันระหว่างการวินิจฉัย การสั่งหัตถการ การจ่ายยา และรายการค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลส่งเบิกแบบเรียลไทม์ เพื่อลดข้อผิดพลาดและป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ

บทบาทเหล่านี้ช่วยให้ระบบโดยรวมมีความแม่นยำ โปร่งใส และยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และสถานพยาบาลไปพร้อมกัน

ประเด็นท้าทายและเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ

การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบสาธารณสุขระดับประเทศเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: ความพร้อมของโรงพยาบาลทั่วประเทศยังมีความแตกต่างกัน บางแห่งอาจยังขาดแคลนระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ บุคลากรด้านไอที หรือแม้กระทั่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียร
  • ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี: หากการพัฒนามุ่งเน้นไปที่พื้นที่ที่มีความพร้อมสูง อาจยิ่งเป็นการทิ้งห่างพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA): การสร้างฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประชากรทั้งประเทศจำเป็นต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่รัดกุมและเข้มงวดสูงสุด เพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด
  • ความสมดุลระหว่างต้นทุนและคุณภาพ: มีข้อกังวลว่าหากการออกแบบระบบมุ่งเน้นไปที่การควบคุมต้นทุนเป็นหลัก AI อาจถูกนำมาใช้เพื่อจำกัดการเข้าถึงบริการบางอย่าง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์ทางการรักษาของผู้ป่วยเท่าที่ควร

สรุปศักยภาพของ AI ในระบบบัตรทอง

โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถาม “AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?” คือการทำงานในหลายระดับ ตั้งแต่การเป็นโค้ชส่วนตัวไปจนถึงโค้ชของระบบสาธารณสุขทั้งระบบ โดยมีศักยภาพในการทำหน้าที่ดังนี้:

  • ทำให้ “รักษาที่ไหนก็ได้” เป็นจริง: ผ่านการเชื่อมโยงประวัติการรักษาทั่วประเทศบนฐานข้อมูลกลาง ทำให้แพทย์ทุกแห่งเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน
  • ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์และโค้ชการรักษา: โดยการสรุปข้อมูล เสนอแนวทางการวินิจฉัย และช่วยติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
  • ทำหน้าที่เป็นโค้ชระบบและงบประมาณ: โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์ภาระโรคและค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ช่วยให้การจัดสรรงบประมาณมีความแม่นยำและโปร่งใส
  • มีศักยภาพในการเป็นโค้ชสุขภาพส่วนบุคคล: ในอนาคต อาจพัฒนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนดูแลตัวเองได้ดีขึ้นผ่านการแจ้งเตือนและให้คำแนะนำเบื้องต้นภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

เทคโนโลยี AI ถือเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูงในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการวางแผน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง และการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีกับมิติด้านมนุษยธรรมในการดูแลผู้ป่วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถ อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ของเรา

About the Author

LnW Loon

Administrator

View All Posts

Post navigation

Previous: AI Designer พลิกโฉมธุรกิจสกรีนเสื้อ สร้างลายใน 5 นาที

Related News

ai-designer-tshirt-screen-printing-featured
  • บทความ

AI Designer พลิกโฉมธุรกิจสกรีนเสื้อ สร้างลายใน 5 นาที

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
lab-grown-pork-moo-krata-thailand-featured
  • บทความ

หมูกระทะแล็บ! อนาคตอาหารไทย อร่อยยั่งยืน ไม่เบียดเบียน

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
e-scooter-law-commute-cost-featured
  • บทความ

กฎหมาย e-Scooter ใหม่! คุ้มไหม? เทียบค่าใช้จ่ายการเดินทาง

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026

Recent Posts

  • AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?
  • AI Designer พลิกโฉมธุรกิจสกรีนเสื้อ สร้างลายใน 5 นาที
  • หมูกระทะแล็บ! อนาคตอาหารไทย อร่อยยั่งยืน ไม่เบียดเบียน
  • กฎหมาย e-Scooter ใหม่! คุ้มไหม? เทียบค่าใช้จ่ายการเดินทาง
  • เงินบาทดิจิทัล 2.0 เขย่า SME ไทย ค้าขายอาเซียนง่ายขึ้น

Archives

  • มิถุนายน 2026
  • พฤษภาคม 2026
  • เมษายน 2026
  • มีนาคม 2026
  • กุมภาพันธ์ 2026
  • มกราคม 2026
  • ธันวาคม 2025
  • พฤศจิกายน 2025
  • ตุลาคม 2025
  • กันยายน 2025
  • สิงหาคม 2025
  • กรกฎาคม 2025
  • มิถุนายน 2025
  • พฤษภาคม 2025
  • เมษายน 2025

Categories

  • กีฬา
  • บทความ
  • พลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม
  • สุขภาพและการแพทย์
  • เกมส์
  • เทคโนโลยี & นวัตกรรม

You may have missed

ai-health-coach-30-baht-featured
  • บทความ

AI โค้ชสุขภาพในบัตรทอง 30 บาท ทำอะไรได้บ้าง?

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
ai-designer-tshirt-screen-printing-featured
  • บทความ

AI Designer พลิกโฉมธุรกิจสกรีนเสื้อ สร้างลายใน 5 นาที

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
lab-grown-pork-moo-krata-thailand-featured
  • บทความ

หมูกระทะแล็บ! อนาคตอาหารไทย อร่อยยั่งยืน ไม่เบียดเบียน

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
e-scooter-law-commute-cost-featured
  • บทความ

กฎหมาย e-Scooter ใหม่! คุ้มไหม? เทียบค่าใช้จ่ายการเดินทาง

LnW Loon 14 มิถุนายน 2026
  • SPORT
  • TECH
  • CARS
  • GAME
  • HEALTH
  • BLOG
Copyright © All rights reserved. | MoreNews by AF themes.