ภาษีคริปโต 2569: NFT, Airdrop, Staking ต้องยื่นไหม?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2569
- ภาพรวมกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นปี 2569)
- การยื่นภาษีสำหรับ Staking Rewards และผลตอบแทนจากการลงทุน
- Airdrop กับภาระทางภาษีที่ต้องรู้
- เจาะลึกภาษี NFT: จากการสร้างสรรค์สู่การขาย
- สรุปประเภทรายได้สินทรัพย์ดิจิทัลและภาระภาษี
- ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลต้องทราบ
- สรุปและแนวทางการเตรียมตัวยื่นภาษีคริปโต
การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กฎเกณฑ์ด้านภาษีต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย สำหรับการยื่นภาษีในปี 2569 ซึ่งครอบคลุมรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีภาษี 2568 นักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่ว่า ภาษีคริปโต 2569: NFT, Airdrop, Staking ต้องยื่นไหม? ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดคือการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตาม รายได้ในรูปแบบอื่น เช่น ผลตอบแทนจากการ Staking หรือเหรียญที่ได้รับจาก Airdrop ยังคงมีภาระภาษีที่ต้องจัดการอย่างถูกต้อง
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2569

- กำไรจากการโอนหรือขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Gains) ผ่านแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572
- แม้จะได้รับการยกเว้นภาษี นักลงทุนยังคงมีหน้าที่ต้องคำนวณและรายงานกำไรส่วนนี้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) เพื่อความโปร่งใสและเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร
- รายได้จากผลตอบแทนการ Staking และเหรียญที่ได้รับจากกิจกรรม Airdrop ไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษีดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
- รายได้จาก Non-Fungible Tokens (NFT) มีความซับซ้อน โดยกำไรจากการขายอาจเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี แต่รายได้ในรูปแบบอื่น เช่น ค่าสิทธิ (Royalty Fee) หรือค่าธรรมเนียมจากการสร้าง (Minting Fee) ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามปกติ
- กำไรที่เกิดจากการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มในต่างประเทศ และมีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ยังคงต้องเสียภาษีตามหลักเกณฑ์เดิมที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
ภาพรวมกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นปี 2569)
ภูมิทัศน์ของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีความชัดเจนด้านกฎระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของภาษี การทำความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาทุกคน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงหลักสำหรับปีภาษี 2568 มีศูนย์กลางอยู่ที่การส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศผ่านนโยบายทางภาษีที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ: การยกเว้นภาษีกำไรจากการโอน
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงสำหรับรอบการยื่นภาษีปี 2569 คือการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 399) ซึ่งกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ “กำไรจากการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล” (Capital Gains) ที่เกิดขึ้นจากการขาย แลกเปลี่ยน หรือโอนกรรมสิทธิ์ การยกเว้นนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ การทำธุรกรรมดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) หรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker/Dealer) ที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ในประเทศไทยเท่านั้น
มาตรการนี้มีผลบังคับใช้สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 ซึ่งเป็นระยะเวลา 5 ปีเต็ม วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และดึงดูดเม็ดเงินให้หมุนเวียนในเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักคือ แม้กำไรส่วนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ก็ยังต้องถูกระบุไว้ในแบบแสดงรายการภาษีประจำปี เพื่อให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบและรับทราบข้อมูลได้อย่างครบถ้วน
เหตุใดการยกเว้นภาษีจึงมีความสำคัญต่อนักลงทุน
การยกเว้นภาษีกำไรจากการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดและนักลงทุนในประเทศไทย ประการแรกคือช่วยลดภาระทางภาษีของนักลงทุนโดยตรง ทำให้ผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับจากการลงทุนสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจในการซื้อขายหรือลงทุนระยะยาวมากขึ้น ประการที่สอง มาตรการนี้ช่วยส่งเสริมให้การทำธุรกรรมย้ายเข้ามาอยู่ในระบบที่มีการกำกับดูแลมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และท้ายที่สุด การมีกฎเกณฑ์ทางภาษีที่ชัดเจนและเอื้อต่อการลงทุน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในภาพรวม
การยื่นภาษีสำหรับ Staking Rewards และผลตอบแทนจากการลงทุน
ในขณะที่กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลอาจได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่รายได้ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น ผลตอบแทนจากการ Staking ยังคงเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามปกติ นักลงทุนจำนวนมากอาจเกิดความสับสนระหว่างรายได้สองประเภทนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยื่นภาษีที่ไม่ถูกต้อง การทำความเข้าใจลักษณะของรายได้จากการ Staking จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนภาษีให้ครบถ้วน
Staking Rewards ถือเป็นเงินได้ประเภทใด
Staking คือกระบวนการที่ผู้ถือเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบนเครือข่ายบล็อกเชนแบบ Proof-of-Stake (PoS) โดยการ “ล็อก” หรือ “ฝาก” เหรียญของตนไว้ในระบบ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของเครือข่าย และจะได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญเพิ่มเติมเป็นรางวัล หรือที่เรียกว่า “Staking Rewards”
ตามแนวทางของกรมสรรพากร ผลตอบแทนที่ได้รับจากการ Staking ไม่ใช่กำไรจากการขายสินทรัพย์ แต่มีลักษณะเป็น “ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน” จึงถูกจัดให้เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 40(1) ถึง 40(7) ดังนั้น รายได้ส่วนนี้จึงไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่
ขั้นตอนและข้อควรพิจารณาในการยื่นภาษี Staking
การคำนวณและรายงานรายได้จาก Staking ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยมีขั้นตอนดังนี้:
- การบันทึกรายได้: นักลงทุนต้องบันทึกธุรกรรมการรับผลตอบแทนจากการ Staking ทุกครั้ง โดยระบุวันที่ได้รับ จำนวนเหรียญที่ได้รับ และมูลค่าของเหรียญ ณ วันที่ได้รับ
- การประเมินมูลค่า: มูลค่าของรายได้จะต้องคำนวณจากราคาตลาด (Fair Market Value) ของเหรียญ ณ วันและเวลาที่ได้รับผลตอบแทนนั้น ๆ ไม่ใช่ ณ วันที่ขายเหรียญดังกล่าว ซึ่งราคาตลาดสามารถอ้างอิงได้จากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ
- การรวมคำนวณภาษี: รายได้จาก Staking ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดปีภาษี (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) จะต้องถูกนำไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่น ๆ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง หรือรายได้จากธุรกิจ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5% ถึง 35%
- การยื่นแบบแสดงรายการ: ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ภายในกำหนดเวลา โดยระบุรายได้ส่วนนี้ในหมวดเงินได้ตามมาตรา 40(8) หากรายได้รวมทุกประเภทยกเว้นเงินเดือนถึงเกณฑ์ที่กำหนด อาจต้องยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) ด้วย
สิ่งสำคัญคือ แม้ว่านักลงทุนจะยังไม่ขายเหรียญที่ได้รับเป็นรางวัลจากการ Staking แต่ภาระทางภาษีได้เกิดขึ้นแล้ว ณ วันที่ได้รับเหรียญนั้น การละเลยไม่รายงานรายได้ส่วนนี้อาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้
Airdrop กับภาระทางภาษีที่ต้องรู้
Airdrop เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของรายได้ในโลกคริปโทเคอร์เรนซีที่สร้างความสับสนด้านภาษีให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการได้รับเหรียญหรือโทเคนมาโดยไม่มีต้นทุนทางการเงินโดยตรง แต่ในทางกฎหมายภาษีแล้ว สินทรัพย์ที่ได้รับมาโดยไม่มีค่าตอบแทนเช่นนี้ยังคงถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี
Airdrop คืออะไรและต้องเสียภาษีเมื่อไหร่
Airdrop คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่โปรเจกต์คริปโทเคอร์เรนซีใช้ในการแจกจ่ายเหรียญหรือโทเคนของตนให้กับผู้ใช้งานจำนวนมากโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างชุมชน หรือให้รางวัลแก่ผู้ใช้งานกลุ่มแรก ๆ ประเด็นสำคัญทางภาษีสำหรับ Airdrop คือ ภาระภาษีจะเกิดขึ้น “ทันทีที่ได้รับ” เหรียญหรือโทเคนนั้นเข้ามาในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของนักลงทุน ไม่ใช่รอจนถึงวันที่ขายสินทรัพย์นั้นออกไป
มูลค่าของเงินได้จาก Airdrop จะถูกคำนวณโดยใช้จำนวนเหรียญที่ได้รับคูณกับราคาตลาด ณ วันที่ได้รับ เช่นเดียวกับการคำนวณรายได้จาก Staking ซึ่งถือเป็นหลักการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้มาโดยเสน่หาหรือได้มาโดยไม่มีต้นทุน
แนวทางการรายงาน Airdrop ในแบบ ภ.ง.ด. 90/91
เช่นเดียวกับ Staking Rewards รายได้ที่เกิดจาก Airdrop ถูกจัดอยู่ในประเภทเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) และไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษี นักลงทุนจึงต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้:
- การติดตามและบันทึก: ควรมีการจดบันทึกรายละเอียดของ Airdrop ที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอ ทั้งชื่อโปรเจกต์, จำนวนเหรียญ, และวันที่ได้รับ
- การค้นหาราคาอ้างอิง: การหาราคาตลาด ณ วันที่ได้รับอาจมีความท้าทาย โดยเฉพาะสำหรับเหรียญใหม่ที่ยังไม่มีการซื้อขายใน Exchange ขนาดใหญ่ นักลงทุนอาจต้องอ้างอิงราคาจากแพลตฟอร์ม Decentralized Exchange (DEX) หรือเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลราคาที่น่าเชื่อถือ
- การรายงานในแบบภาษี: นำมูลค่ารวมของ Airdrop ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษีนั้น ๆ ไปรวมกับเงินได้อื่นและรายงานในแบบ ภ.ง.ด. 90/91 เพื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
ต้นทุนของเหรียญที่ได้จาก Airdrop เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนในอนาคตเมื่อมีการขาย จะเท่ากับมูลค่าที่เคยใช้รายงานเป็นเงินได้ไปแล้ว เพื่อป้องกันการเสียภาษีซ้ำซ้อน
เจาะลึกภาษี NFT: จากการสร้างสรรค์สู่การขาย
Non-Fungible Tokens (NFT) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความซับซ้อนในมิติของภาษีมากกว่าคริปโทเคอร์เรนซีทั่วไป เนื่องจาก NFT สามารถสร้างรายได้ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การขายเพื่อทำกำไรส่วนต่าง ไปจนถึงการรับค่าสิทธิ (Royalty) อย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจความแตกต่างของรายได้แต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
กำไรจากการขาย NFT (Capital Gains) กับเงื่อนไขการยกเว้นภาษี
ในมุมมองของกรมสรรพากร NFT ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง ดังนั้น กำไรที่เกิดจากการขายหรือโอน NFT จึงอยู่ภายใต้หลักการเดียวกันกับคริปโทเคอร์เรนซี กล่าวคือ หากการขาย NFT นั้นเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มที่เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ของไทย กำไรส่วนต่าง (ราคาขายหักลบต้นทุน) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องคำนวณกำไรส่วนนี้และระบุในแบบแสดงรายการภาษีเช่นเดิม เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อกำหนด แต่หากการซื้อขายเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ หรือเป็นการซื้อขายนอกระบบ (Peer-to-Peer) กำไรที่เกิดขึ้นจะไม่ได้รับการยกเว้น และต้องนำไปรวมคำนวณภาษี
รายได้ประเภทอื่นจาก NFT ที่ไม่ได้รับการยกเว้น
นอกเหนือจากกำไรจากการขายแล้ว NFT ยังสามารถสร้างรายได้ในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งไม่เข้าข่ายการยกเว้นภาษี และต้องถูกนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ได้แก่:
- ค่าสิทธิ (Royalty Fee): สำหรับผู้สร้างสรรค์ผลงาน NFT เมื่อมีการกำหนดให้ได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากการขายทอดตลาดในครั้งต่อ ๆ ไป รายได้ส่วนนี้ถือเป็นค่าสิทธิ ซึ่งเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี
- ค่าธรรมเนียมจากการสร้าง (Minting Fee): หากศิลปินหรือผู้สร้างเปิดให้ผู้อื่นมา “Mint” หรือสร้างผลงาน NFT จากแพลตฟอร์มของตนเองและมีการเก็บค่าธรรมเนียม รายได้ส่วนนี้ถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ
- รางวัลหรือผลตอบแทนจากการถือครอง: บางโปรเจกต์ NFT อาจมีกิจกรรมให้รางวัลแก่ผู้ที่ถือครอง NFT ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับนี้มีลักษณะคล้ายกับ Staking Rewards และต้องเสียภาษีเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ NFT ทั้งในฐานะนักลงทุนและผู้สร้างสรรค์ จำเป็นต้องแยกแยะประเภทของรายได้ที่ตนได้รับให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน
สรุปประเภทรายได้สินทรัพย์ดิจิทัลและภาระภาษี
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนและง่ายต่อการเปรียบเทียบ สามารถสรุปภาระภาษีสำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทต่าง ๆ สำหรับปีภาษี 2568 (ยื่นปี 2569) ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทกิจกรรม | ได้รับการยกเว้นภาษีหรือไม่? | ต้องยื่นรายงานในแบบภาษีหรือไม่? | หมายเหตุสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Staking / ผลตอบแทน | ไม่ | ใช่ (เงินได้ปกติ มาตรา 40(8)) | ต้องนำไปรวมกับรายได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า |
| Airdrop | ไม่ | ใช่ (ต้องเสียภาษีทันทีที่ได้รับ) | คำนวณมูลค่าจากราคาตลาด ณ วันที่ได้รับ |
| NFT (กำไรจากการขาย/โอน) | ใช่ (ภายใต้เงื่อนไข) | ใช่ (ต้องระบุในแบบแสดงรายการ) | เฉพาะการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่ ก.ล.ต. รับรองในไทย |
| NFT (รายได้อื่น เช่น Royalty) | ไม่ | ใช่ (เงินได้ปกติ มาตรา 40(8)) | ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปคำนวณภาษี |
ประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลต้องทราบ
นอกเหนือจากประเด็นหลักเกี่ยวกับ NFT, Airdrop และ Staking แล้ว ยังมีข้อควรระวังและข้อมูลเพิ่มเติมที่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลควรทำความเข้าใจ เพื่อให้การจัดการภาษีเป็นไปอย่างรอบด้านและสมบูรณ์
กำไรจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ
เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องย้ำว่า การยกเว้นภาษีกำไรจากการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น “ไม่ครอบคลุม” ธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มต่างประเทศ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 หากผู้มีเงินได้นำกำไรที่เกิดขึ้นจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ (เช่น การเทรดบน Exchange ต่างชาติ) เข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกันกับที่เกิดรายได้ กำไรส่วนนั้นจะต้องถูกนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า (5-35%) โดยไม่มีข้อยกเว้น
การขุดคริปโต (Mining)
สำหรับผู้ที่ทำการขุดคริปโทเคอร์เรนซี (Mining) เหรียญที่ขุดได้และนำไปขายจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการมีรายได้จากการขุดคือ สามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์ หรือค่าเสื่อมราคา ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีลงได้ นักขุดจึงควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้ให้ครบถ้วนเพื่อใช้ในการยื่นภาษี
กำหนดการยื่นภาษีประจำปี 2569
สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดปีภาษี 2568 นักลงทุนจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) ในช่วงต้นปี 2569 โดยมีกำหนดการดังนี้:
- การยื่นแบบกระดาษ (ส่งเอกสาร): สามารถยื่นได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
- การยื่นแบบออนไลน์ (ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร): สามารถยื่นได้จนถึงวันที่ 8 เมษายน 2569
การยื่นภาษีออนไลน์เป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดความผิดพลาดในการคำนวณได้อีกด้วย
สรุปและแนวทางการเตรียมตัวยื่นภาษีคริปโต
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ภาษีคริปโต 2569: NFT, Airdrop, Staking ต้องยื่นไหม? นั้นมีความแตกต่างกันไปตามประเภทของรายได้ กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลและ NFT ผ่านแพลตฟอร์มในประเทศที่ ก.ล.ต. รับรอง จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ยังคงต้องรายงานในแบบแสดงรายการ ในขณะที่รายได้จาก Staking, Airdrop, ค่าสิทธิจาก NFT และกำไรจากแพลตฟอร์มต่างประเทศที่นำเข้าไทย ยังคงเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามปกติ
เพื่อการเตรียมตัวที่ดี นักลงทุนควรเริ่มบันทึกข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดอย่างละเอียดตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งวันที่, ประเภทธุรกรรม, จำนวน, และมูลค่า ณ วันที่เกิดรายการ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบจะช่วยให้การคำนวณและยื่นภาษีในช่วงต้นปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางภาษีในอนาคต
ทั้งนี้ กฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมสรรพากร หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการจัดการภาษีของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
สำหรับข้อมูลเชิงลึกและอัปเดตข่าวสารในแวดวงการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยี สามารถ อ่านบทความเพิ่มเติม เพื่อให้คุณก้าวทันทุกความเคลื่อนไหวในโลกยุคดิจิทัล
